ชวนเดอะแก๊งค์ ไปเที่ยวตุรกี ขึ้นบอลลูนที่ร่ำลือว่าสวยที่สุดในโลกกัน

ชวนเดอะแก๊งค์ ไปเที่ยวตุรกี ขึ้นบอลลูนที่ร่ำลือว่าสวยที่สุดในโลกกัน

ไปเที่ยวตุรี ไม่ไปขึ้นบอลลูนชมวิวไม่ได้นะครับ เพราะถ้าอยากชมวิวที่สวยที่สุดในโลกก็ต้องหาเวลาไปขึ้นบอลลูนของตุรกีให้ได้ ซึ่งใครจะไปเที่ยวตุรกีก็สามารถดูแพ็คเก็จกับทัวร์ครับได้เลยครับ
405052
View
0
Share

ไปเที่ยวตุรกี ต้องไปขึ้นบอลลูนซักครั้งในชีวิต เขาว่ากันว่าต้องไปขึ้นที่เมือง Göreme ที่ตั้งอยู่ในแคว้น Cappadocia ของตุรกี ที่ร่ำลือกันว่า วิวสวยที่สุดในโลก น่าจะเป็นเพราะลักษณะภูมิประเทศที่แปลกตา สวยงามไม่เหมือนที่อื่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่เกิดจากการระเบิดภูเขาไฟ เมื่อหลายล้านปีมาแล้ว ทำให้เกิดภูมิประเทศที่แปลกตา และเต็มไปด้วยแท่งหินลักษณะต่างๆ ทั้งรูปทรงกรวย ปล่อง กระโจม โดม เห็ด และอื่นๆ อีกมากมาย จนได้ชื่อว่า ดินแดนแห่งเทพนิยาย หรือดินแดนแห่งปล่องนางฟ้า Fairy Chimney ทำให้คัปปาโดเกีย ได้รับการขึ้นมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมโดยองค์การยูเนสโกเมื่อปี 1985

ถ้าไม่อยากแพลนเที่ยวตุรกีให้เหนื่อยและทำเอกสารเองให้เสียเวลาและยุ่งยากแนะนำให้เที่ยวตุรกีกับทัวร์ ซึ่งสามารถเช็คราคาและจองแพ็คเก็จทัวร์ตุรกีกับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) เว็บไซต์ที่รวบรวมแพ็คเก็จทัวร์ที่ดีที่สุดไว้ให้มากมาย จองทัวร์ครบจบที่ทัวร์ครับ

 

จองแพ็คเก็จทัวร์ตุรกี กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub)

 

กว่าจะรวมตัวเพื่อนๆ ไปเที่ยวตุรกีทั้งแก๊งค์กันได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่คราวนี้กลับง่ายแบบไม่น่าเชื่อ เราตกลงกันว่าทริปนี้ เราเลือกไปเที่ยวเมืองไฮไลท์ที่ คัปปาโดเกีย และ อิสตันบูล สองเมืองพอ เพราะ ไม่อยากนั่งรถข้ามเมืองนานๆ ที่เที่ยวดังๆแต่ละที่อยู่คนละเมืองทั้งนั้น พวกเราบินตรงไปเมืองอังการา Ankara เพื่อนั่งรถต่อไป คัปปาโดกียซึ่งอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ ซึ่งเมืองอังการา คือเมืองหลวงของประเทศตุรกี เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากอิสตันบูล พวกเราก็ไม่ได้เที่ยวที่นี่ได้แต่ตรงไป คัปปาโดเกีย เลย

ที่ดินแดนแห่งเทพนิยาย ที่เราได้เกริ่นไว้ตอนต้นไปบ้างแล้ว ขอเล่าต่ออีกนิด คัปปาโดเกีย มีนครใต้ดินหลายแห่งเลยทีเดียวตามลักษณะภูมิประเทศ แต่ที่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากที่สุดคือนครใต้ดิน เมืองไคมักลี Underground City Derinkuyu or Kaymakli ที่มีความลึกถึง 11 ชั้น (ลึกที่สุดที่ 85 เมตร) นครใต้ดินมหัศจรรย์นี้ มีระบบระบายอากาศ และมีสภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ใต้ดิน ที่สร้างจากฝีมือมนุษย์ จากการขุดเจาะพื้นดินลงไป เพื่อใช้เป็นที่หลบซ่อนของชาวเมือง จากการรุกรานของข้าศึกในสมัยทำสงคราม ยิ่งมุดลงไปยิ่งทึ่งกับมนุษย์ที่สร้างมันขึ้นมาจริงๆ แต่บางช่วงก็แคบจนน่ากลัวไม่เหมาะสำหรับคนกลัวที่แคบๆอย่างยิ่ง มาต่อที่ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง เมืองเกอเรเม่ Goreme Open Air Museum ที่เป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์ในช่วง ค.ศ. ที่ 9 เกิดจากความคิดของชาวคริสต์ที่ต้องการเผยแพร่ศาสนา โดยการขุดถ้ำเป็นจำนวนมากเพื่อสร้างโบสถ์ และยังเป็นการป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าลัทธิอื่นที่ไม่เห็นด้วยกับศาสนาคริสต์อีกด้วย ภูมิประเทศแปลกตาที่ถ่ายรูปเท่าไหร่ก็ไม่พอ 

คืนที่สอง เราพักที่ คัปปาโดเกีย เพื่อรอขึ้นบอลลูนในตอนเช้ามืด การขึ้นบอลลูนที่นี่ ไม่ใช่ทุกคนจะได้ขึ้น เพราะหลายๆคนไปก็ไม่มีโอกาสได้ขึ้นถ้าอากาศไม่ดี รัฐบาลเขาไม่ให้ขึ้นเด็ดขาด เขาคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักก่อนเลย บางคนถ้าจังหวะไม่ดี หรือไม่มีโชค นี่นอนโรงแรมที่คัปปาโดเกียสามคืนยังไม่ได้ขึ้นก็มี ต้องพกดวงไปด้วยนิดนึงเลยนะ ส่วนเราและเพื่อนๆ หลังจาก วันแรกไม่ได้ขึ้น พอวันที่สองเรียกว่ายังมีดวง หลังจากเขาไม่ปล่อยให้ขึ้นมา4วัน วันนี้ปล่อยให้ขึ้น เลยทำให้บอลลูนเหมือนอั้นแน่ๆ วันนี้บอลลูนเยอะมาก เริ่มตื่นเต้นขึ้นเรื่อย เราได้กัปตันเป็นผู้หญิงด้วย แต่เธอดูแข็งแรงและเท่ไม่เบา บอลลูนหนึ่งลูกจุได้ 20 คน แบ่งฝั่งละ10 คน จากที่กลัวๆกล้าๆตอนเริ่ม แต่กัปตันนุ่มนวลและค่อยๆไต่ระดับช้าๆ ทำให้พวกเราผ่อนคลายจนถึงขนาดแอบเปรยว่า นี่ขึ้นช้าไปมั๊ยกันเลยทีเดียว ^_^ พอเราอยู่ได้ระดับที่จะเห็นวิวทั้งหมด พร้อมกับแสงแรกของวันค่อยๆผ่านขอบฟ้าขึ้นมา ทุกคนแลดูจะไม่สนใจกันนอกจากวิวตรงหน้า ที่บอกได้เลยว่าเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าสวยที่สุดในโลกไม่เกินจริงเลย เรียกว่า ถ้ากลัวจนไม่ขึ้นนี่คงเสียดายไปตลอดชีวิตแน่ๆ วิวสวยจับใจจริงๆ ถ่ายรูปกันไม่หยุด ไม่เสียดายเงิน 200 USD ที่จ่ายไปเลย กัปตันพาเราลงอย่างนิ่มนวลเช่นขาขึ้นและเป๊ะมากลงจอด บอลลูนที่เราซื้อลงมามีเปิดไวน์ให้ดื่มพร้อมมอบใบคล้ายๆประกาศนียบัตรว่าคุณผ่านการขึ้นบอลลูนที่นี่มาแล้วให้ด้วย ปิดวันที่คัปปาโดเกียได้ประทับใจไปอีกนาน จากนั้นเราก็กลับไป เมืองอังการา เพื่อบินกลับไปเที่ยวอิสตันบูลกัน 

 

เล่ากันคร่าวๆ สักหน่อย ประเทศตุรกีเป็นอีกประเทศที่ไปเที่ยวได้ไม่ยาก ไม่ต้องทำวีซ่า และยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองสองทวีป เพราะถ้าดูตามแผนที่แล้วตุรกีจะตั้งอยู่ทางฝั่งเอเชียตะวันตก ติดกับยุโรป มีพื้นที่ 3% อยู่ในยุโรปจะเรียกว่า “เทรซ” (Thrace) มีช่องแคบบอสพอรัส ทะเลมาร์มะรา และช่องแคบดาร์ดาเนลเลสเป็นตัวแบ่งแยก เป็นประเทศที่มีทะเลล้อมรอบถึง 3 ด้าน คือทางตะวันตกเป็นทะเลอีเจียน, ทางเหนือเป็นทะเลดำ และทางใต้เป็นทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นอกจากนี้ทางตะวันตกเฉียงเหนือยังมีทะเลมาร์มะราด้วย ส่วนที่อยู่ในเอเชีย 97% เรียกว่า อนาโตเลีย (Anatolia) ภาษาตุรกี เรียก อนาโดหลุ (Anadolu) โดยทางฝั่งเอเชียจะเต็มไปด้วยอารยธรรมเก่าแก่ และประวัติศาสตร์มากมาย ส่วนทางฝั่งยุโรปก็จะเต็มไปด้วยความเจริญทันสมัย บรรยากาศค่อนไปทางฝั่งตะวันตก

Istanbul อิสตันบูล หรือชื่อเรียกที่แตกต่างออกไป เช่น ไบแซนเทียม คอนสแตนติโนเปิ้ล แม้ไม่ใช่เมืองหลวงแต่ก็เป็นเมืองที่มีความสำคัญที่สุดและเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดในตุรกี และเรื่องที่ไม่ควรพลาดเมื่ออยู่อิสตันบูล คือ ล่องเรือชม ช่องแคบบอสฟอรัส Bosphorus ซึ่งเป็นช่องแคบที่เชื่อมทะเลดำ The Black Sea เข้ากับทะเลมาร์มาร่า Sea of Marmara โดยมีความยาวประมาณ 32 กิโลเมตร ถือว่าช่องแคบนี้เป็นจุดพบกันของสุดขอบทวีปยุโรปและสุดขอบทวีปเอเชีย 

จากนั้นพวกเราก็ไปเที่ยวที่ สุเหร่าเซนต์โซเฟีย Mosque of Hagia Sophia หรือชื่อในปัจจุบัน คือ พิพิธภัณฑ์ฮายาโซฟีอา หรือฮาเจียโซเฟีย Hagia Sophia Museum เดิมเคยเป็นโบสถ์ของคริสต์ศาสนา นิกายออร์โธดอกส์ ต่อมาถูกเปลี่ยนเป็นสุเหร่า และในปัจจุบันได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ สุเหร่าเซนต์โซเฟียถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง สวยงามจับใจจริงๆ 

 

ที่ต่อไปคืออยู่ข้างๆกัน สุเหร่าสีน้ำเงิน Blue Mosque สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาที่มีความสวยงามมาก ซึ่งชื่อนี้ได้มาจากสีน้ำเงินของกระเบื้องเคลือบที่ใช้ปูตลอดแนวฝาผนังด้านใน ใช้เวลาสร้างโดยรวม 7 ปี. 

จากศาสนามาเที่ยววังกันต่อ พระราชวังโดลมาบาห์เช Dolmabahce Palace สร้างโดยสุลต่านอับดุล เมซิด Abdul Mecit ในปี 2399 ใช้เวลาสร้างถึง 30 ปี สร้างด้วยหินอ่อน ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลมาร์มาราในช่องแคบบอสฟอรัสบนฝั่งทวีปยุโรป จุดเด่นของวังแห่งนี้คือมีการประดับตกแต่งด้วยความประณีตวิจิตรตระการตามากมาย แต่ที่น่าสังเกตคือมีนาฬิกาวางประดับไว้มากมาย ทุกเรือนจะชี้บอกเวลา 09.06 น. อันเป็นเวลาที่ประธานาธิบดีมุสตาฟา เคมาล หรืออตาเติร์ก ถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2484 

จากนั้นเราไปต่อกันที่ อุโมงก์เก็บน้ำเยเรบาทัน Yerebatan Sarnici ที่สร้างในสมัยจักรพรรดิจัสติเนียนในปี ค.ศ.532 เพื่อเป็นที่เก็บน้ำสำหรับใช้ในพระราชวัง สำรองไว้ใช้ยามอิสตันบูลถูกข้าศึกปิดล้อมเมือง จุน้ำได้ทั้งหมด 80,000 ลูกบาศก์เมตร และที่นี้ยังมี เสารูปศีรษะเมดูซาที่กลับหัวลง และตะแคงข้าง รวมทั้งเสาหยาดน้ำตา ในยุคออตโตมัน ให้ดูด้วย 

จบวันแรกที่ตุรกี อย่างเพลิดเพลิน วันรุ่งขึ้นต้องกลับแล้ว ไฟลท์พวกเราค่ำๆ เราก็ปิดทริปด้วยช็อปปิ้ง โดยพวกเราเลือกไปละลายทรัพย์กันที่ ตลาดเครื่องเทศสไปซ์บาซาร์ Spice Market หรือ Spice Bazaar นั่นเอง Spice Bazaar ในภาษาตุรกีเรียกว่า “Mısır Çarşısı” หรือ ตลาดอียิปต์ (Egyptian Bazaar) ถือเป็นแหล่งช็อปปิ้งที่มีชื่อเสียง และเป็นตลาดที่ใหญ่อีกแห่งหนึ่ง ขนมขึ้นชื่ออย่าง Turkish Delight ก็หาได้ที่นี่เช่นกัน

 

เล่าประวัติกันหน่อย ที่นี่ถูกสร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 16  ซึ่งในยุคนั้นอียิปต์ยังเป็นเพียงหนึ่งจังหวัดของจักรวรรดิออตโตมัน และยังต้องจ่ายภาษีให้กับออตโตมันตลอด อียิปต์จึงต้องสร้างตลาดนี้ขึ้นมา ซึ่งเรียกกันว่า  Egyptian Bazaar หรืออีกชื่อคือ Spice Bazaar เพราะเขาค้าขายเครื่องเทศกันที่ตลาดแห่งนี้นั่นเอง พวกเราเพลิดเพลินกับกันชิมโน่นซื้อนี่กันมากมาย ไม่ต้องห่วงเรื่องข็อปปิ้ง ทิ้งไว้เลยกี่ชั่วโมงก็ไม่พอ เพลินกันจนเกือบตกเครื่องกันเลยทีเดียว 

 

  

เที่ยวครบตบท้ายด้วยช็อปปิ้งประหนึ่งมาทัวร์กันเลยทีเดียว แต่พวกเราปิดทริปด้วยความประทับใจตุรกีกันทุกคน เป็นประเทศสองทวีปที่มีหลากหลายสิ่งให้ท่องเที่ยวมากมายที่พวกเราแนะนำอยากให้ทุกคนลองหาโอกาสมาเที่ยวมากัน ☺ 

 

เรื่อง  : โรส สำเหร่ 

ภาพ : โรส สำเหร่

www.sinehabangkok.com

Facebook : Sineha Bangkok 

Instagram : Sineha Bangkok