ทัวร์ครับพาเที่ยว
รวมเรื่องเที่ยวรอบโลก สาระน่ารู้ บทความรีวิว ท่องเที่ยวในต่างแดน
12 พิกัด ถ่ายรูปสวย “อู่อี๋ซาน” ไปเที่ยวก่อน ได้รูปเท่กว่า
พาเที่ยว
จีน
12 พิกัด ถ่ายรูปสวย “อู่อี๋ซาน” ไปเที่ยวก่อน ได้รูปเท่กว่า
พาไปเที่ยวจีน เส้นทางใหม่เป็นชื่อที่ๆ หลายคนยังไม่รู้จัก เมื่อพูดคำว่า “อู่อี๋ซาน” เชื่อว่าคนไทยจำนวนมากงง เอ๊ะมันคือเมืองไหนของจีนไม่คุ้นเลย แต่จะบอกว่า เมืองอู่อี๋ซาน เป็นเมืองที่น่าเที่ยวใหม่อีกแห่งหนึ่งในจีนที่อยากให้รีบมาเที่ยวเพราะตอนนี้ยังไม่ฮิตมาก การที่เราได้มาเที่ยวก่อนก็ได้เท่กว่าอยู่แล้ว และอู่อี๋ซานก็ที่เที่ยวเยอะ อากาศดี เที่ยวได้ทั้งปี พิกัดถ่ายรูสวยๆ เพียบ ผู้ใหญ่เที่ยวได้ เด็กเที่ยวดี วัยรุ่นอย่างเราก็เที่ยวอู่อี๋ซานได้อย่างมันส์ๆ ความพิเศษของการเที่ยวอู่อี๋ซาน คือเที่ยวทัวร์สะดวกกว่า สบายเที่ยวสนุก ถ้าไปเที่ยวเองก็จะเหนื่อยหน่อย ทั้งการเดินทางระหว่างเมืองและการเที่ยวในเมืองอู่อี๋ซาน เที่ยวเองไม่เล่าเยอะ แนะนำใครที่อยากมาเที่ยวอู่อี๋ซาน ให้มาเที่ยวทัวร์เลยทุกอย่างง่ายดาย ตั้งแต่เรื่องการทำวีซ่าจีนและอื่นๆ เยอะแยะอีกมากมาย ทัวร์เขาจัดการให้เราหมดเลย ที่สำคัญคือ ทัวร์เที่ยวอู่อี๋ซานราคาไม่แพงด้วย เข้าไปเช็คราคาและจองทัวร์อู่อี๋ซาน กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) ได้เลย จองทัวร์ครบจบที่ทัวร์ครับ จองทัวร์อู่อี๋ซาน กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) ทำความรู้จักกับ “อู่อี๋ซาน” อู่อี๋ซาน เป็นเมืองที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน มณฑลฝูเจี้ยน เป็นเมืองที่ได้รับ 2 มรดกโลก ทั้งทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรม มีประเพณีการดื่มชาจนไปถึงการผลิตชาที่เป็นเอกลักษณ์ของเมือง นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยที่สุดของจีนด้วย เป็นแหล่งโอโซนชั้นเยี่ยมมาเที่ยวแล้วได้สูดหัวใจเต็มปอดดีต่อปอด เพราะเป็นเมืองที่ล้อมรอบด้วยภูเขาทั้ง 3 ด้าน ทั้ง ด้านตะวันออก ตะวันตกและด้านเหนือ อากาศดีตลอดทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 19-31 องศาเซลเซียส 11 ที่เที่ยวอู่อี๋ซาน 1.วิวเขาเทียนโหยวฟง เริ่มด้วยพิกัดแรกที่เราจะพาไปเที่ยวแล้วรับรองว่าได้รูปสวยแน่นอน คือ ถ่ายรูปบน เขาเทียนโหยวฟง ด้านบนวิวสวยมาก สวยในสวยเดอะเบสจริงๆ ใครกลัวความสูงไม่มีอะไรแนะนำ แต่ถ้าสู้ได้สู้เพราะมันคุ้มค่ามากที่เราได้เห็นความสวยงามของธรรมชาติ เข้าใจเลยว่าทำไม่อู่อี๋ซานถึงได้รับมรดกโลกทางธรรมชาติ เขาเทียนโหยวฟงอากาศดีมากสูดลมหายใจให้เต็มปอดเพราะชื่นใจจริงๆ พร้อมโพสท่าสวยๆ บนความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 408.8 เมตร ยืนหนึ่งบนเขาเทียนโหยวฟง 2.ลานหิน ริมแม่น้ำ จิ่วชีว์ซี ที่เขาเทียนโหยวฟง ไม่ได้มีเพียงวิวมุมสูงสวยๆ เท่านั้น เพราะเมื่อลงมาจากเขาแล้วก็ยังมีความสวยงามให้เราตามไปเก็บภาพน่าประทับใจเหมือนกัน พอลงมาจากเขาเทียนโหยวฟงแล้ว ต้องห้ามพลาดแวะมาที่ลานหินริมแม่น้ำจิ่วชีว์ซี ถ่ายรูปสวยวิวดีแน่นอน อินเนอร์นั่งเหม่อๆ เผลอๆ ริมแม่น้ำใสๆ ท่าโพสต์นี้คือเต็ม 10 ไปเลยครับบบบ 3.ทางเข้าไร่ชาต้าหงเผา อย่างที่เกริ่นไว้เล็กน้อยข้างต้นว่า เมืองอู่อี๋ซาน เป็นแหล่งผลิตชาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สำหรับชาขึ้นชื่อของเมืองนี้คือ ชาต้าหงเผา ซึ่งสถานที่ๆ เที่ยวห้ามพลาดอีกแห่งคือ ไร่ชาต้าหงเผา ที่นี่เป็นแปลงเพาะปลูกใบชาที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็น ต้าหงเผา อู่หลง เถี่ยกวนอิมและสุ่ยเซียน แต่ก่อนจะเข้าไปในไร่ชาชมความสวยงามด้านใน เราสายเที่ยวชอบถ่ายรูปก็แวะโพสต์ท่าสวยๆ ที่ทางเข้าไร่ชาก่อน ทั้งบริเวณสะพานข้ามและทางเข้าผ่านประตูไร่ชาต้าหงเผา 4.ไร่ชาต้าหงเผา เก็บภาพสวยๆ ที่บริเวณทางเข้าไร่ชากันเรียบร้อยก็ได้เวลามาเก็บรูปสวยๆ ในไร่ชาต้าหงเผาแล้ว ไร่ชาของที่นี่คืออลังการมาก กว้างใหญ่สมเป็นแหล่งผลิตชาชี่อดังจริงๆ จะบอกว่าที่นี่คือ ถ่ายรูปได้ทุกมุม ทุกโซน ทุกพื้นที่จริงๆ สวยทั้งหมด แล้วบรรยากาศร่มรื่นสุดๆ โอบล้อมไปด้วยภูเขา ต้นชา ต้นไม้สีเขียวมากมาย ใครชอบถ่ายรูปมาเที่ยวที่นี่จัดไปรัวๆ เลย 5.ถนนโบราณ ราชวงศ์ซ่ง ถัดจาดไร่ชาไม่ไกลกันมาก ที่ใต้เขาต้าหวังฟง จะมีถนนคนเดินบรรยากาศคือ แบบจีนโบราณ ย่านนี้จึงถูกเรียกว่า ถนนโบราณราชวงศ์ซ่ง ของขายเต็มไปหมด ของใช้เอย ของกินเอย เสื้อผ้าเอย คาเฟ่ชาเอย บอกเลยมีความจีนโบราณสุด พอเดินเข้ามาในถนนแห่งนี้เหมือนหลุดเข้าไปในเมืองโบราณของประเทศจีนเลย ของฝากก็มีนะ เดินเล่นดูเพลินๆ หรือจะซื้อกลับด้วยก็ได้ ราคาไม่สูงมาก ที่เห็นมากเลยๆ ก็พวกชุดชงชาสวยๆ ทั้งนั้นเลย ใครอินเรื่องของชาแฮปปี้สุด 6.วังอู่อี่ เดินเก็บรูปเก็บบรรยากาศถนนโบราณราชวงศ์ซ่งกันไปเรียบร้อยแล้ว เดินมาอีกนิดก็จะเจอกับ วังอู่อี๋ เป็นวัดลัทธิเต๋าที่เก่าแก่สุดในอู่อี๋ซาน ซึ่งในวัดเป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณ แล้วก็มีต้นหอมหมื่นลี้เก่าแก่ที่มีอายุกว่า 100 ปีด้วย ด้วยความที่สถาปัตยกรรมเก่าแก่โบราณในแบบจีนสวยงาม จึงไม่อยากให้พลาดที่จะถ่ายรูปเก็บรรยากาศสวยๆของวัดจีนโบราณ อาจโพสต์ท่าไม่ได้มาก แต่ยืนเหม่อๆ เผลอก็ได้รูปสวยๆ อยู่นะ 7.วิวเขานางฟ้า นี่เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของทริปเที่ยวอู่อี๋ซานเช่นกัน กับพิกัดชมวิวสวยที่เมืองอู่อี๋ซาน วิวนี้ห้ามพลาดกับฉากหลังที่เป็นแม่น้ำจิ่วชีว์ซี และเขานางฟ้า และจะยิ่งสวยมากถ้าเป็นช่วงที่แพไม้ไผ่ล่องมาพอดี ภาพจะคอมพลีทมาก ยื่นหนึ่งท่ามกลางเขานางฟ้า ภาพเลยออกมาสวยๆ เหมือนนางฟ้าแบบที่เห็นนี่แหละคุณผู้ชม 8.สะพานไม้ ทางเข้าชมวิวเขานางฟ้า ที่บริเวณทางเข้าไปชมวิวเขานางฟ้าสวยๆ ก็ห้ามมองข้ามเด็ดขาด ก่อนจะเดินเข้าไปชมวิวเขานางฟ้าสวยๆ จะมีสะพานไม้อยู่เป็นสะพานที่จะมุ่งตรงไปสู่ห้องน้ำ แต่ระหว่างทางก็แวะถ่ายรูปสะหน่อยเนอะ หรือไม่ต้องปวดปัสวะอะไรก็เดินไปถ่ายรูปได้ ไม่ว่าจะนั่งหรือยืนก็เรียกยอดไลค์ ยอดเลิฟ ยอดว้าวได้ทั้งนั้น 9.พระจันทร์เต็มดวง ริมแม่น้ำ ฉงหยางซี อู่อี๋ซาน ถ่ายรูปได้เช้ายันค่ำมืด พิกัดนี้จัดว่าเด็ดมาก กลางคืนเท่านั้นถึงจะได้ภาพงาม พระจันทร์เต็มดวงใกล้ๆ ริมแม่น้ำฉงหยางซี ซึ่งเป็นแม่น้ำชื่อดังของเมืองนี้ เตรียมคิดท่าไว้เลยสวยๆ ออกแอคติ้งเยอะๆ เพราะแสงพระจันทร์เต็มดวงจะมาเพียงระยะเวลาเพียง 60 วินาทีเท่านั้น พอแสงเต็มดวงแล้วคิดท่าแล้วก็กระโดดไปยืนใกล้ๆ พระจันทร์เลย รับรองว่าได้ภาพสวยปั๊วปังอลังการมาก 10.ตลาดกลางคืน ลี่เจียง ขยับมาอีกนิดจากดวงจันทร์เต็มดวง มาสู่ตลาดกลางคืนลี่เจียง ที่นี่มีอาหารสตรีทฟู้ดเต็มไปหมด ทั้ง หม่าล่า โรตีไส้คาว ชาไข่มุก ชาผลไม้ ติ่มซำ กินอิ่มอร่อยแล้วก็ได้ถ่ายรูปสไตล์หว่องๆ จีนๆ ด้วยนะ คือได้แบบไม่ต้องพยายามเพราะที่นี่เมืองจีนไง กินเสร็จแล้วก็เดินเล่นซื้อของ หาพิกัดถ่ายรูปได้อีกเยอะ ปล. ของช้อปปิ้งของฝากขนมกรุบกรอบก็มีให้เลือกช้อปเยอะเช่นกัน 11.สะพานวัดเทียนชิงหย่งเล่อ อีกหนึ่งที่เที่ยวที่มาเมืองอู่อี๋ซานคือ วัดเทียนชิงหย่งเล่อ วัดนี้แห่งนี้เป็นวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งตั้งอยู่ในเขาอู่อี๋ซาน ได้มีการบูรณะวัดและมีบริเวณที่สร้างขึ้นมาใหม่โดยเป็นสถาปัตยกรรมในแบบจีนที่สวยงาม นอกจากได้ไหว้พระขอพรแล้ว ยังมีหลายบริเวณให้เราได้ถ่ายรูปสวยๆ อย่างตรงสะพานทางเข้าวัดจะมีวิวสวยๆ หยุดเดินแป๊บแล้วถ่ายรูปได้หลายโพสต์เลย 12.วัดเทียนชิงหย่งเล่อ อย่างที่บอกไว้ว่า วัดเทียนซิงหย่งเล่อ เป็นวัดเก่าแก่มีทั้งส่วนที่เป็นวัดเก่าและในส่วนของบริเวณทำใหม่ ซึ่งโซนที่เป็นวัดเก่าจะอยุ่ด้านในสุดเดินขึ้นไปอีกนิดนึงจะเจอสถาปัตยกรรมวัดจีนแบบโบราณที่สวยงาม ทั้งด้านหน้านทางเข้า และด้านหลังของวัดมีจุดให้ถ่ายรูปสวยๆ ด้วย ปิดท้ายด้วยไฮไลท์ของการมาเที่ยวเมือง อู่อี๋ซาน ด้วยโชว์อิมเพรสชั่นต้าหงเผา ขอเมาท์หน่อยแต่ไม่โม้เพราะไปดูมาแล้วถึงได้บอกได้ว่า การแสดงของเขาคือ อลังการมาก ยิ่งใหญ่สมคำล่ำลือ ฉากเอย แสงสีเสียง คือ ร้องว้าวทุกฉาก ถึงแม้การแสดงจะเป็นภาษาจีนฟังไม่รู้เรื่องแต่ดูเรื่องราวเข้าใจอยู่นะ เก้าอี้ที่เรานั่งหมุนได้ 360 องศา ตื่นตาตื่นใจตลอด 1.30 ชั่วโมง ดูเพลินๆ ไม่รู้สึกเบื่อเลย มาเที่ยวอู่อี๋ซานดูเหอะ การแสดงโชว์อิมเพรสชั่น โชว์ของผู้กำกับชื่อดัง จางอวี้โหมว เป็นการแสดงใหฐ่ระดับประเทศ ซึ่งในจีนมีเพียง 5 โชว์เท่านั้นและที่อู่อี๋ซาน เป็ฯการแสดงโชว์ 1 ใน 5 ของการแสดงโชว์อิมเพรสชั่น จองทัวร์อู่อี๋ซาน กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub)
Happy New Year ปีใหม่นี้ เที่ยวประเทศไหนดีนะ ?
พาเที่ยว
ญี่ปุ่น
Happy New Year ปีใหม่นี้ เที่ยวประเทศไหนดีนะ ?
วันนี้ Tourkrub เรารวบรวมสถานที่แต่ละประเทศที่เขาจัดงานเฉลิมฉลองวันปีใหม่กันเอาไว้ให้แล้วแบบจุใจ ใครเบื่อเคาท์ดาวน์ที่ประเทศไทย ขอให้ยกมือขึ้น! อยากจะไปสัมผัสอากาศหนาวๆ ชิวๆ ที่ต่างแดน นับ 5 4 3 2 1 แบบไม่เหงื่อไหลไคลย้อย ถ้าคุณเป็นหนึ่งในนั้นละก็แนะนำให้อ่านบทความนี้กันให้ไว แล้วเลือกวงกลมประเทศที่อยากไปกันไว้ได้เลย จะได้ซื้อตั๋วกันแต่เนิ่นๆ เพราะช่วงปีใหม่ตั๋วก็แพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกันเด้อออ.. 1.สิงคโปร์ เริ่มจากบ้านใกล้เรือนเคียงของเรากันก่อนอย่างประเทศสิงคโปร์ นับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่จะจัดขึ้นที่บริเวณอ่าวมาริน่าเบย์ ดูพลุสุดอลังการภายในงานมีการแสดงเยอะแยะมากมาย ทั้งการแสดงดนตรี,การแสดงแสงเลเซอร์, ขบวนพาเหรดและการแสดงดอกไม้ไฟซึ่งเป็นไฮไลท์หลักของงาน และจะมีการเขียนคำขอพรในเว็บไซต์ http://www.marinabaycountdown.sg ระหว่างวันที่ 26 – 31 ธันวาคม ซึ่งคำขอและชื่อของเราก็จะไปอยู่บนโปรเจ็คเตอร์ขนาดใหญ่อลังการสุดๆ ที่ตึกโรงแรม The Fullerton Hotel Singapore เป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่น่าลองสักครั้งในชีวิตนะคะ แถมเวลาที่นี่ก็เร็วไทยแค่ชั่วโมงเดียว อาจจะได้ฉลองเร็วกว่าเพื่อนสักหน่อย ราคา ตั๋วเครื่องบินช่วงปีใหม่เริ่มต้นที่ 3,958 บาท การเดินทาง : รถไฟ MRT - ลงที่สถานี Bayfront Station ทางออก C หรือ D รถโดยสารประจำทาง - สาย 97, 106, 518, 133, 502 อีกสถานที่หนึ่งที่เราอยากแนะนำให้ไปช่วงปีใหม่ก็คือ Singapore Flyer จะเจ๋งแค่ไหนถ้าได้เคาท์ดาวน์บนชิงช้าสวรรค์ และมองเห็นเมืองสิงคโปร์ที่เต็มไปด้วยพลุที่ยิ่งใหญ่อลังการพร้อมกับแสงสีของตึกต่างๆ เสียค่าเข้าคนละประมาณ 79 สิงคโปร์ดอลล่าร์แต่ถือว่าคุ้มค่าและน่าจดจำมากๆ การเดินทาง : รถไฟฟ้า MRT ให้ไปลงที่สถานี Promenage (CC4) และเดินออกตรง Exit A หลังจากนั้นให้มองหาสัญลักษณ์ทางเดินสีน้ำเงิน และ เดินตามเส้นทางไปที่ Singapore Flyer ใช้เวลาประมาณ 5 - 10 นาที 2.โตเกียว, ญี่ปุ่น (Tokyo, Japan) ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่สุดฮอตฮิตที่นักท่องเที่ยวทั้งหลายชอบไปกันไม่ว่าจะเทศกาลไหนๆ เพราะบรรยากาศของที่นี่ วัฒนธรรมต่างๆรวมไปถึงอากาศก็กำลังดี ญี่ปุ่นมีสถานที่เคาท์ดาวน์หลายแห่ง แต่ถ้าใครอยากสัมผัสบรรยากาศการส่งท้ายปีเก่าแบบญี่ปุ่นแล้วล่ะก็แนะนำให้ไปที่วัดหรือศาลเจ้ากันเลยเพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะชอบไปเคาท์ดาวน์กันที่วัดเหมือนกับไทยเราที่ไปสวดมนต์ข้ามปีกันอะไรทำนองนั้นวัดใหญ่ในโตเกียวอย่างวัดเซนโซจิ (วัดอาซากุซะ) ก็จัดงานเคาท์ดาวน์เช่นกันคนรอเพียบตั้งแต่ 2 ทุ่ม เพื่อรอโยนเหรียญอธิษฐานขอพรตอนในเที่ยงคืน นอกจากนี้บริเวณวัดยังมีร้านขายของให้เราจับจ่ายกันเพลินๆ ระหว่างรอเคาท์ดาวน์ ราคา ตั๋วเครื่องบินช่วงปีใหม่เริ่มต้นที่ 7,586 บาท หรือจองทัวร์ญี่ปุ่น โตเกียว เริ่มต้นที่ 19,876 บาท การเดินทาง : นั่งรถไฟใต้ดินสายกินซ่า (Ginza Line)ลงที่สถานีอาซากุสะ (G19) ออกทางออกหมายเลข 1 หรือใช้รถไฟสายอาซากุสะ (Asakusa Line) ลงที่สถานีอาซากุสะ (A18) ออกประตู 4 หรือ 5 เดิน 3-5 นาทีก็ถึงประตูสายฟ้า แต่ถ้าใครอยากได้อารมณ์แบบคึกคักๆ วัยรุ่นหน่อยแนะนำเป็นที่ “ย่านชิบูย่า” ย่านที่มีวัยรุ่น เป็นย่านที่มาปาร์ตี้เพียบๆ ความเจ๋งของที่นี่ไม่ได้มีการงานเคาท์ดาวน์ใดๆแต่ทุกคนรอคอยเพื่อมานับถอยหลังข้ามปีกันที่นี่ แนะนำสำหรับสายฮิปๆ การเดินทาง : จากสถานี Shibuya ออกทาง Hachiko Exit แล้วเดินออกมาตรงถนนด้านหน้า หรือจะเป็นอีกหนึ่งสถานที่สุดฮิตของญี่ปุ่นอย่าง Tokyo Tower ทุกปีของที่นี่จะมีประดับไฟสวยงาม พร้อมกับจอโทรทัศน์ขนาดยักษ์ ให้คุณได้นับถอยหลังสู่ปีใหม่ไปพร้อมๆ กันแนะนำให้ไปกับคู่รักจะได้ฟีลโรแมนติกไปอีกแบบ การเดินทาง - Metro Toei Oedo Line ลงสถานี Akabanebashi [E21] ทางออกใกล้ห้าแยก (Akabanebashi Gate) เมื่อเดินขึ้นมาจากทางออกจะเห็น Tokyo Tower เลย - Metro Toei Mita Line ลงสถานี Onarimon [I06] ทางออก A2 แล้วเดินไปตามถนนอีกนิด 3.เกาหลี ฟีเวอร์ ยังคงฮอตฮิตติดลมบนอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เกาหลีก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่โรแมนติก และเหมาะกับการไปเคาท์ดาวน์สวยๆ มากๆ แถมมีหลายสถานที่มากๆที่จัดงานเคาท์ดาวน์กัน ใครที่ชอบแนวคลาสสิคคนเกาหลีแบบดั้งเดิมเราขอแนะนำที่หอระฆังโพซินกัง Bosingak Belfry ไฮไลท์ของที่นี่คือจะมีการถ่ายทอดสดพิธีการตีระฆังขึ้นปีใหม่ จะมีการตีระฆังทั้งหมด 33 ครั้ง เพื่อเฉลิมฉลองการเข้าสู่ปีใหม่เพื่อความเป็นมงคลเฉลิมฉลองวันแห่งความสุข ประชาชนจะต่างพากันขอพรให้ตัวเองและครอบครัวมีความสุขและสุขภาพแข็งแรงในระหว่างการตีระฆังและยังมีการจัดคอนเสิร์ตและงานเฉลิมฉลองทางวัฒนธรรมที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในทุกๆ ปี ราคา ตั๋วเครื่องบินช่วงปีใหม่เริ่มต้นที่ ราคา 7,989 บาท หรือซื้อทัวร์เกาหลีช่วงปีใหม่ราคาเริ่มต้นที่ 14,999 บาท การเดินทาง : ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินสาย 1 ลงสถานี Jongno ทางออกที่4 เดินออกมาไม่ถึง 5 นาที สำหรับวัยรุ่นที่อยากเต้นให้สุด แล้วไปหยุดตอนเคาท์ดาวน์ขอแนะนำย่าน อีแทวอน (Itaewon) กรุงโซล ที่นี่สุดจริง มันจริงๆ เหมาะสำหรับสายแฮงก์เอาท์ที่อยากสุดเหวี่ยงกันข้ามปี ที่นี่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่นิยมมาปาร์ตี้โดยเฉพาะงานส่งท้ายข้ามปีแล้วล่ะก็เรียกว่าเนืองแน่นกันเลยทีเดียว 4.นิวยอร์ก ปิดท้ายด้วยเที่ยวปีใหม่ที่โซนยุโรปอย่าง นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ฮอตฮิตไม่แพ้กัน ใครมีงบหน่อยเราแนะนำที่นี่เลยสถานที่เด็ดที่ทุกคนไปนิวยอร์กแล้วต้องไปต้องยกให้ย่าน จัตุรัส Time Square ใจกลางเมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ผู้คนจากทั่วโลกต่างพากันมาเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันที่นี่ คนเยอะก็จริง แต่อากาศบ้านเขาดีสุดๆ ไปเลยล่ะคุณจะได้อีกบรรยากาศหนึ่งเลยร่วมนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่กับตัวเลขดิจิทัลบนตึกไทม์สแควร์และเมื่อถึงวินาทีที่เข้าสู่ปีใหม่ก็จะมีการโปรยกระดาษสีต่างๆพร้อมกับการแสดงดอกไม้ไฟ บรรยากาศสวยงามและคึกคักมากๆแถมคนก็เยอะมากเช่นกัน แนะนำให้ไปกันตั้งแต่ช่วงบ่ายจะได้มีที่กันนะคะเวลาท้องถิ่นที่นี่จะเคาท์ดาวน์ช้ากว่าประเทศไทย 12 ชั่วโมง เพราะฉะนั้น Video call กับเพื่อนที่ไทยก็ยังได้ เคาท์ดาวน์กันไปเลย 2 รอบ 5555 เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ควรมาลองสักครั้งในชีวิตจริงๆ ค่ะ มันดีมากกกกกก ราคา ตั๋วเครื่องบินช่วงปีใหม่เริ่มต้นที่ ราคา 20,000 บาท การเดินทาง : ขึ้นรถไฟใต้ดินสาย N,Q,R,S,W,1,2,3 หรือ7 ลงสถานี Times Square 42 st. จบไปแล้วกับประเทศยอดนิยมในช่วงปีใหม่ ตัดสินใจกันได้ยังเอ่ยว่าปีใหม่นี้จะไปเคาท์ดาวน์ประเทศไหนดี แต่ไม่ได้มีแค่ 4 ประเทศนี้เท่านั้นนะคะยังมีอีกหลายประเทศที่รอให้เราไปเก็บให้ครบในช่วงปีหน้า พร้อมแล้วเก็บเงินเตรียมตัวซื้อทัวร์กับทัวร์ครับไปเที่ยวกันได้เลยยยย
10 จุดเช็คอิน เที่ยวเซนได ไม่ไปไม่ได้แล้ว เพราะถ่ายรูปสวยนะรู้ยัง
พาเที่ยว
ญี่ปุ่น
10 จุดเช็คอิน เที่ยวเซนได ไม่ไปไม่ได้แล้ว เพราะถ่ายรูปสวยนะรู้ยัง
ญี่ปุ่น ไม่ได้มีที่เที่ยว แค่โตเกียว โอซาก้า แต่ยังมีอีกหลายๆ จังหวัดที่น่าสนใจ และมีจุดเด่นไม่แพ้เมืองใหญ่ๆ อย่าง เซนได หลายๆคนอาจจะยังไม่คุ้นหูกับชื่อจังหวัดนี้ แต่ขอบอกก่อนว่าที่เซนไดนั้น มีที่เที่ยวและสถานที่น่าสนใจเยอะแยะเลย มาค่ะ วันนี้ทัวร์ครับจะมารวบรวม 10 จุดเช็คอินในเซนได ใครที่กำลังจะมีแพลนเดินทางไปเซนได เซฟไว้ได้เลย จองทัวร์เซนได กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) 10 พิกัดเที่ยวเซนได 1. ถนนโจเซ็นจิ โดริ (Jozenji-dori Avenue) ถนน โจเซ็นจิ เป็นถนนสายหลักในการช้อปปิ้งของเซนไดค่ะ ที่ถนนแห่งนี้เรียกได้ว่าเป็นปอดใจกลางเมืองเซนไดเลย เพราะใกล้ๆถนนโจเซ็นจิ โดริ เป็นจะเต็มไปด้วยตึกสำนักงาน ร้านค้า และยังเป็นถนนที่เชื่อมต่อไปยังย่าน คกคุงบุโจ ซึ่งเป็นย่านตระเวนราตรีชื่อดังของเซนไดอีกด้วย ที่ถนนเส้นนี้จะมีต้นเคะยากิ รายล้อมไปตลอดแนวถนนเลยค่ะ นอกจากจะเป็นถนนเส้นหลักในการช้อปปิ้งแล้ว ยังเป็นสถานที่ ที่จัดกิจกรรมต่างๆของเซนไดอีกด้วย 2.สวนทสึทสึจิงะโอคะ (Tsutsujigaoka Park) ที่เซนไดก็มีซากุระให้ดูนะ ที่ สวนทสึทสึจิงะโอคะ (Tsutsujigaoka Park) เป็นอีกจุดที่ชมซากุระสวยมากๆอีกแห่งหนึ่งในเซนได เพราะที่นี่มีต้นซากุระมากถึงพันต้น ในฤดูใบไม้ผลิดอกซากุระจะพร้อมใจกันออกดอก ทำให้สวนทสึทสึจิงะโอคะ (Tsutsujigaoka Park) นั้นถูกปกคลุมไปด้วยสีชมพู การันตีได้เลยว่าจะเป็นอีกจุดที่ชมซากุระที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ค่ะ นอกจากดอกซากุระแล้ว ที่สวนทสึทสึจิงะโอคะ (Tsutsujigaoka Park) ยังมีดอก ทสึทสึจิ ที่จะบานพร้อมๆกับซากุระ ในช่วงปลายๆเดือนเมษายนจนถึงเดือนพฤษภาคม ที่สวนแห่งนี้จะมีเทศกาลดอกทสึทสึกิ ด้วยนะคะ 3.น้ำตกอะคิว โอตากิ (Akiu Otaki) น้ำตกที่ถูกจัดอันดับให้สวยเป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่นก็คือที่นี่เองค่ะ น้ำตกอะคิว โอตากิ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตชานเมืองของเซนได ที่น้ำตกอะคิว โอตากิ เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจแห่งหนึ่งในเซนไดเลย ด้วยขนาดน้ำตกที่สูงถึง 55 เมตร ทำให้เป็นอีกจุดแลนด์มาร์คที่ควรไปถ่ายรูปเช็คอินดูสักครั้ง โดยน้ำตกอะคิว โอตากิ เหมาะสำหรับท่องเที่ยวในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีในเดือนพฤศจิกายนค่ะ นอกจากน้ำตกแล้ว ใกล้ๆก็ยังมีออนเซ็น มาน้ำตกชิกุเระ ทากิ อีกด้วยนะ ใครที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบธรรมชาติต้องห้ามพลาดเลยนะคะ 4.ปราสาทอาโอบะ (Sendai Aoba Castle) หลายๆคนมาถึงอาจจะงงว่า ไหนละปราสาท? ทำไมถึงมีแต่หลานกว้างๆกับอนุสาวรีย์ล่ะ สถานที่แห่งนี้อาจจะต้องใช้จินตนาการเพิ่มเติมในการท่องเที่ยวหน่อยค่ะ เพราะจริงๆแล้วตัวปราสาทอาโอบะนั้นโดนทำลายไปแล้ว เหลือเพียงอนุสาวรีย์ของไดเมียวที่สร้างปราสาทอาโอบะ และแผ่นหินที่บ่งบอกว่าตอนนี้เราเดินอยู่ในส่วนของห้องอะไรแล้ว 5.พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ เซ็นได อุมิโนะโมริ ที่เซ็นไดเองก็มีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำด้วยนะ ชื่อว่า เซ็นได อุมิโนะโมริ เป็นอควอเรียมที่รวบรวมพันธุ์สัตว์ทะเลกว่า 100 ชนิดมาอยู่ในที่เดียว เรียกได้ว่าเป็นอควอเรียมที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในแถบภูมิภาคโทโฮคุ อีกด้วย ที่นี่นอกจากจะแสดงพันธุ์สัตว์น้ำแล้ว ยังมีการแสดงโชว์ความสามารถพิเศษของสัตว์ต่างๆด้วย เช่น มีโชว์น่ารักๆจากเหล่าสิงโตทะเล และยังมีกิจกรรมให้อาหารนกเพนกวินด้วยนะ 6.หมู่บ้านสุนัขจิ้งจอกที่ซาโอะ มีใครหลงรักเจ้าสุนัขจิ้งจอกบ้างไหมคะ ทางเราค่อนข้างโดนน้องตกเข้าให้แล้ว ใครที่อยากเห็นน้องแบบใกล้ชิด และที่สำคัญ การเดินทางก็ไม่ไกลจากโตเกียวเลยค่ะใช้เวลาชั่วโมงนิดๆเอง ที่หมู่บ้านซาโอะจะมีเจ้าสุนัขจิ้งจอกให้เราได้เข้าไปเยี่ยมชมมีทั้งโซนที่ให้เราได้ซื้ออาหารป้อนเจ้าจิ้งจอก จนไปถึงโซนพิเศษที่ให้เราเข้าไปเล่นและอุ้มเจ้าสุนัขจิ้งจอกได้ ซึ่งช่วงที่ควรมาเล่นกับน้องมากที่สุดคือช่วงหน้าหนาวค่ะ เพราะขนของเจ้าจิ้งจอกจะฟูๆ น่าฟัดที่สุดเลย 7.หมู่บ้านซามูไรคะคุโนะดาเตะ หมู่บ้านซามูไรแห่งนี้ตั้งอยู่ในจังหวัดอะคิตะค่ะ ซึ่งหมู่บ้านนี้มีอายุกว่า 300 ปีเลยทีเดียว ซึ่งหมู่บ้านนี้เป็นอีกสถานที่ที่เหมาะแก่การมาชมซากุระอีกด้วยนะ ภายในหมู่บ้านซามูไรจะมีบ้านของซามูไรเปิดให้เข้าชมทั้งหมด 6 หลังค่ะ บางหลังก็เปิดให้เข้าชมฟรี แต่บางหลังก็จะมีค่าเข้าเล็กๆน้อยๆสำหรับดูแลสถานที่ ใกล้ๆกับหมู่บ้านซามูไรจะมีแม่น้ำซึ่งเราสามารถไปเดินเล่นกินบรรยากาศชิวๆริมแม่น้ำได้อีกด้วยนะ 8.ศาลเจ้า ฟุตะฮะชิระ จินจะ ใครที่มาเที่ยวเซนไดคนเดียว แล้วกำลังตามหารักแท้ จะต้องไม่พลาดที่จะมาศาลเจ้า ฟุตะฮะชิระ จินจะ นะคะ ศาลเจ้าแห่งนี้ขึ้นชื่อในเรื่องของการขอพรความรัก ขอคู่มากๆ หนุ่มสาวหลายคู่ที่มาขอพรในที่แห่งนี้สมหวังไปหลายคู่แล้ว หากใครได้มาเที่ยวที่จังหวัดมิยางิ ต้องห้ามพลาดเลยนะคะ 9.สวนสาธารณะฟุนาโอกะ โจชิ ที่นี่เป็นสถานที่ที่ Unseen มากๆเลยนะ ใครที่มาท่องเที่ยวแถบเซนไดละไม่มาที่นี่เรียกได้ว่ามาไม่ถึงเด้อ เพราะที่สวนสาธารณะฟุนาโอกะ โจชิ ติดอันดับ 1 ในการมาชมซากุระในญี่ปุ่นเลยนะ เพราะในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ที่สวนสาธารณะฟุนาโอกะ โจชิ จะเต็มไปด้วยดอกซากุระ และเราสามารถนั่งรถรางผ่านอุโมงค์ต้นซากุระได้ด้วย 10.บุงกะ โยโคโช ใครเป็นสายกินยกมือขึ้น ... ที่ถนน บุงกะ โยโคโช เรียกได้ว่าเป็นแหล่งรวมของ Izakaya หลากหลายร้านเลยค่ะ ใครที่เป็นสายกินดื่มและอินกับร้านประเภทนี้ต้องห้ามพลาดเลยเพราะที่ บุงกะ โยโคโช มีร้านแบบ Izakaya ให้เลือกมากถึง 50 ร้าน และที่สำคัญ ต้องห้ามพลาดเมนูลิ้นวัวย่างนะคะ ของขึ้นของเซนไดเขาเลยแหละ เห็นไหมว่าเซนไดมีที่ท่องเที่ยวเยอะแยะขนาดไหน ใครที่มีแพลนจะเดินทางไปญี่ปุ่นแต่เบื่อเมืองใหญ่ๆอยากไปหาที่สงบๆ หรือสถานที่สวยๆสำหรับถ่ายรูป ในโซนเซนไดเองก็มีหลายจังหวัดให้ไปเยือนหรือถ้าใครไม่อยากแพลนทริปเที่ยวเซนไดเอง ลองเลือกแพ็กเก็จทัวร์เซนได จาก ทัวร์ครับ ได้เลย มีหลายแพ็กเก็จราคาคุ้มค่าไว้ให้คุณได้เลือกเที่ยวมากมาย
 รีวิวเที่ยวเกาหลีกับทัวร์เกาหลี-โซล 4 วัน 3 คืน
พาเที่ยว
เกาหลี
รีวิวเที่ยวเกาหลีกับทัวร์เกาหลี-โซล 4 วัน 3 คืน
เพราะฉะนั้นเราเลยเลือกที่จะซื้อ ทัวร์เกาหลี ไปก่อนค่ะ 55555555 ใจยังไม่กล้าไปเที่ยวเองไปเกาหลีครั้งแรกไปกับทัวร์ยังไงก็สบายใจกว่าเนอะ อิอิ ถ้าอยากรู้ว่าไปเกาหลีกับทัวร์เป็นยังไง วันนี้เราก็จะมารีวิวเที่ยวทัวร์เกาหลีให้อ่านกันค่ะ ไปดูกันเลย .. รูปไม่เยอะแต่ตั้งใจเขียนน้าา ก่อนวันเดินทาง 2 วัน มีไกด์หัวหน้าทัวร์โทรมาหาเรา (ใกล้วันเดินทางเกินไปหน่อย) เพื่อคอนเฟิร์มแจ้งเรื่องสภาพอากาศให้เราเบาใจไปบ้าง เพราะแอบลุ้นๆอยู่ว่าอากาศจะเป็นยังไง จะได้เตรียมตัวเก็บเสื้อผ้าไปถูก พอถึงวันเดินทาง ทางบริษัททัวร์และไกด์หัวหน้าทัวร์นัดเจอที่สนามบินตอนเวลา 12.30 น. เรามาถึงก่อนเที่ยงเพราะตื่นเต้นและเผื่อเวลาแวะทานข้าวที่สนามบินด้วย พอถึงเวลานัดเราก็ไปจุดนัดหมายเจอไกด์ และรับแท๊กติดกระเป๋า และมีแจก snack box ด้วย ไกด์เป็นผู้ชายคนไทยค่ะ คุยได้ คุยง่าย มุขเยอะ เฮฮามากค่ะ แม่ๆชอบบบ เวลาบิน 15.40 น. โปรแกรมที่เราไปนั้น มีอาหารบนเครื่องด้วย พอถึง สนามบินอินชอน ประเทศเกาหลี ประมาณ 23.05 น. เวลาที่เกาหลีเร็วกว่า 2 ชม. ลงจากเครื่องไปต่อแถว ตม. และแล้วก็ถึงเวลาเจอความโหด คือการผ่านตม.นั่นเองค่ะ คือเจ้าหน้าที่ของเกาหลีหน้าดุมาก แอบกลัว และประหม่าอยู่มาก แต่พอถึงคิวเรา เราพยายามมองตาและยิ้มให้ ไม่โดนถามอะไรเลย อาจเป็นเพราะมากับกรุ๊ปทัวร์เกาหลี มีไกด์คอยช่วยดูให้อยู่ พอได้พาสปอร์ตคืน เลยรีบเดินออกจากห้องไป ในใจคือดีใจมากกก ผ่านแล้วจ้าาา สรุปทั้งกลุ่มทัวร์ที่ไปผ่าน ตม.กันหมดทุกคน ไม่มีใครโดนกักตัว เป็นความโชคดีของเรา พอผ่านมาได้แล้วเราก็มารอรับกระเป๋าค่ะ กว่าจะออกจากสนามบินมารอรถบัสที่ทางบริษัททัวร์เตรียมไว้ ล่วงเวลาไปเที่ยงคืนกว่าาา คืนแรกพักที่ Grand Palace Hotel Incheon ห่างจากสนามบินประมาณ 1 ชม. ถึงโรงแรมประมาณ ตี 2 ไกด์แจ้งว่าหลังโรงแรมมีร้านชิแม็กนะ ไก่ทอดกับเบียร์ ใครอยากไปแจมกับเขาได้นะ แต่เราไม่ไหวแล้วต้องการนอนมากกว่า เพราะต้องตื่น 6.30 น. ตามเวลานัด นับเวลานอนแล้ว 3 ชม.เอง พรุ่งนี้ต้องตื่นไปเที่ยวยาวอีก เลยขอไว้วันหลังแล้วกันนะ วันนี้ขอพักผ่อน ห้องพักดีมากค่ะ มาตรฐานโรงแรม 4 ดาวเลยค่ะ เตียงนุ่ม หัวถึงหมอนปุ๊ปหลับปั๊บ รีวิวเที่ยวเกาหลีวันที่ 1 สถานที่แรก ที่เราได้ไป คือ Pardise City Pardise City นั่งรถจากโรงแรมมาประมาณ 40 นาที สถานที่เที่ยวเกาหลีสถานที่ใหม่ที่ใกล้สนามบินสุดๆ จะมาเที่ยววันแรกหรือวันกลับยังได้ ด้วยสถาปัตยกรรมของเกาหลีที่ทันสมัยเป็นจุดเช็คอินแห่งใหม่ แถมยังเป็นแหล่งบันเทิงแบบครบวงจร มีทั้งโรงแรม คาสิโน แกลอรี่ และจุดช้อปปิ้งด้วย เรียกได้ว่าอยู่ที่นี่จบครบที่เดียว โดยทางในสนามบิน มีรถชัทเทิลบัสรับ-ส่ง ฟรี สามารถขึ้นรถจากสนามบินอินชอน เทอร์มินอล 2 มาลงที่โรงแรม Hyatt Hotel แล้วเดินต่ออีกประมาณ 700 เมตร ส่วนเรานั้นมากับรถบัสของทัวร์เกาหลีที่ซื้อมา นั่งสบายแถมมีไกด์แนะนำตลอดทาง สถานที่ต่อไป ถนนแคฮังนูรี พิกัด: Gaehang Nuri-Gil ถนนแคฮังนูรี อยู่ในย่านไชน่าทาวน์ มีกลิ่นอายของจีน เกาหลี ญี่ปุ่นคล้ายกับเยาวราชบ้านเรา แต่บ้านเรือนตกแต่งออกสไตล์ญี่ปุ่น มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ มากมาย ส่วนใหญ่แล้วร้านค้าต่างๆจะเปิดช่วง 10.30 – 21.00 น. แต่ตอนที่ทัวร์เราไปถึงประมาณ 10 โมง คือ ยังไม่มีร้านไหนเปิดเลย เงียบมากกก เปิดเป็นบางร้านค่ะ และไกด์หัวหน้าทัวร์ปล่อยให้เราเดินเที่ยวได้ตามอิสระ ภายในเวลา 1 ชั่วโมง ถึงเวลาทานอาหารกลางวัน ซึ่งทางโปรแกรมทัวร์เกกาหลีก็มีมื้ออาหารให้เราครบทุกมื้อค่ะ มื้อแรกนี้เป็น ปิ้งย่างเกาหลี ทานปิ้งย่างเกาหลีที่ไทยมาก็มาก ได้ทานที่เกาหลีคือแตกต่างกันนะ ถึงแม้ว่าจะเป็นคนเกาหลีเปิดร้านที่ไทย รสชาติก็ไม่เหมือนที่เกาหลีจริงๆ คืออร่อยกว่ามากกกก ต้องไปลองกันดูถึงจะรู้ความแตกต่างที่เราก็บอกไม่ถูก ทั้งรสชาติและหน้าตาอาหาร ใครที่ชอบอาหารเกาหลี ขอแนะนำให้มาทานของดั้งเดิมของเกาหลีนะคะ อิ่มท้องแล้วก็ได้เวลาเบิร์นกันแล้วว งั้นเราไปต่อที่สวนสนุก Everland กันเลยย !!! สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ เป็นสวนสนุกกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ได้รับขนานนามว่าเป็นดิสนีย์แลนด์แห่งเกาหลีใต้ มีสวนสนุกและสวนสัตว์ แต่ช่วงที่ไปมีเครื่องเล่นปิดปรับปรุงหลายจุดเหมือนกัน เลยทำให้ไม่ได้เล่นไปหลายเครื่องอยู่ จุดเด่นที่ห้ามพลาดคือเครื่องเล่น T -Express แต่เราไม่ได้เล่นเพราะกลัวความสูง แค่ยืนดูอย่างเดียว ใครที่ไม่กลัวความเสียวต้องห้ามพลาด มาถึงช่วงเวลาแห่งการช้อปปิ้งกันแล้ว พิกัด: Hongdae มาเที่ยวเกาหลีต้องมาช้อปปิ้งที่นี่ !! ย่านฮงแด ย่านช้อปปิ้งของด้านหน้ามหาวิทยาลัยฮงอิก สถานที่รวมวัยรุ่นและเด็กมหาลัย เหมาะกับป้าอย่างเรามากก ไปส่องหนุ่มเด็กหล่อๆ อิอิ ที่ย่านฮงแดมีหลากหลายทั้งร้านเครื่องสำอาง, เสื้อผ้า, กระเป๋า, รองเท้า และร้านอาหารมากมาย แต่เราไม่ได้ซื้ออะไรกินเพราะต่อไปต้องไปทานอาหารค่ำกับโปรแกรมทัวร์เกาหลีจ้า เมนูจิมดัก เป็นไก่ผัดวุ้นเส้น หนึ่งโต๊ะนั่งได้ 4 คนจานใหญ่มาก ผู้หญิง 4 คน ทานไม่หมดค่ะ แต่บอกเลยอร่อยมากกกก มื้ออาหารของโปรแกรมทัวร์ไม่ทำให้ผิดหวังเลยค่ะ เหมือนรู้ว่าคนไทยชอบกินรสชาติไหน จบวันแรกของทัวร์เที่ยวเกาหลีแล้วค่ะ เย้ เหนื่อยมาทั้งวันแล้วถึงเวลาพักผ่อน ถึงโรงแรมประมาณ 22.30 น. 2 คืนสุดท้ายเราเปลี่ยนโรงแรม เพื่ออรรถรสของการเดินทางเราจะพักที่เดียวไม่ได้ 55555555555 ชื่อที่ 2 ชื่อโรงแรม Marina bay hotel seoul ตัวโรงแรมค่อนอยู่ข้างไกลจากตัวเมือง แต่บรรยากาศดีมาก ระดับ 5 ดาว ด้านหลังติดทะเลสาบ บรรยากาศดีสุดๆ รีวิวเที่ยวเกาหลีวันที่ 2: หลังจากออกจากโรงแรม ไปเที่ยวเกาหลีวันที่สองที่แรก ที่ วัดพงอึนซา กัน พิกัด: Bongeunsa Temple วัดพงอึนซา เป็นวัดพุทธนิกายมหายาน ตั้งอยู่กลางเมืองย่างคังนัม อยู่ตรงข้ามกับห้าง Coex Mall วันที่เราไปมีคนเกาหลีมาสวดมนต์ด้านในด้วย และได้ทำบุญซื้อข้าวถวายและ จุดเทียนขอพรด้วย ที่ต่อไป ข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามกับวัดเป็น ห้างใหม่ Coex Mall นับว่าเป็นศูนย์การค้าใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีทั้งแหล่งช้อปปิ้ง สถานที่จัดคอนเสิร์ต ร้านหนังสือ ร้านอาหาร มากมาย สถานที่กำลังนิยมตอนนี้คือห้องสมุด starfield library เป็นห้องสมุดเปิดและไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าใช้บริการ น่านั่งมากๆอิจฉาคนเกาหลีเลย แต่วันที่ไปคนเยอะมากเลยค่ะ ถึงเวลามื้อเที่ยง พิกัด: Tongin Market มื้อนี้เราไม่ได้กินที่ร้านอาหารหรือภัตตาคารนะคะ วันนี้เราเดินทางไปกินที่ ตลาดทงอิน หรือ เรียกว่า โทชิรัก หมายถึง กล่องอาหารกลางวัน นั่นเอง ที่ตลาดนี้ต้องใช้เงินเหรียญทองโบราณในการซื้อข้าว พี่ไกด์หัวหนาทัวร์จะไปแลกเงินให้คนละ 5000 วอน และแจกถาดใส่อาหารให้คนละ 1 อัน เราสามารถไปเลือกซื้ออาหารที่อยากทานได้เลย อาจุมม่าก็จะตักใส่ถาดให้ มีประมาณ 6 หลุม ราคาอาหารก็ต่างกันไป 1 เหรียญ บ้าง 2 เหรียญบ้างแล้วแต่ชนิดอาหาร อิ่มแล้วก็ไปเที่ยวเกาหลีกันที่ต่อไปเลยค่ะ พิกัด: Gyeongbokgung palace สถานที่ในตำนานมาเที่ยวทัวร์เกาหลีแล้วต้องมา คือ พระราชวังเคียงบก หรือ เคียงบกกุง เป็นสัญลักษณ์และแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของกรุงโซล โปรแกรมนี้ได้ใส่ชุดฮันบกด้วย (ค่าเช่าชุดรวมอยู่ในโปรแกรมแล้ว) พอลงจากรถพี่ไกด์ให้ไปร้านเช่าชุดฮันบก ร้านเค้าไม่ให้ถ่ายรูปภายในร้านค่ะเลยไม่ได้ถ่ายรูปมา แต่มีชุดหลากสีให้เลือกเยอะมาก พอเลือกได้แล้วพนักงานเค้าจะช่วยเราใส่ชุด ไวมากค่ะ แต่เราไม่ต้องถอดชุดที่ใส่อยู่ออกนะ สวมทับไปเลย ส่วนเครื่องผมร้านจะมีให้เราเลือกใส่แค่ 1 อย่าง เป็นที่คาดผม หรือโบว์ผูกผมแล้วแต่เราเลือกเลยค่ะ พอใส่ชุดเสร็จแล้วเดินเข้าวัง ร้อนมาก อากาศร้อนไม่พอชุดที่มีสุ่มไก่อยู่ข้างในสุดยอดเลย อบอ้าวมากก แล้วคนเยอะมาก มีแต่คนใส่ชุดฮันบกเยอะแยะเลย สถานที่สุดท้ายของวันนี้เรามาช้อปปิ้งที่ เมียงดง พิกัด: Myeongdong แหล่งรวมแฟชั่นและแบรนด์เกาหลี ที่นี่เราล้มละลายมากว่าฮงแด อาจจะเพราะมีเวลามากว่าและมีร้านที่ลิสต์รายการที่จะซื้ออยู่ที่นี่เยอะมาก 555 เช่น Etude เดินไป 4-5 ก้าวก็เจออีกแล้วววว มีทั้ง Innisfree , the faceshop เยอะมาก มี Line Friend คนต่อแถวถ่ายรูปกับน้องหมีบราวน์ตัวใหญ่หน้าร้านเยอะเลยค่ะ และร้านเครื่องสำอางแต่ละร้านจะมีโปรโมชั่นไม่เหมือนกันนะ ต้องลองเดินดูก่อน แต่เราพอเจอปุ๊ปก็ซื้อเลย 555 มาเจอโปรอีกร้านลดเยอะกว่าเลยเจ็บใจ และร้าน street food ก็เยอะมากเหมือนกัน อิ่มอกอิ่มใจกันเลยทีเดียว เดินเมียงดงเสร็จแล้ว ถึงเวลาอาหารเย็น เป็นบุพเฟ่ต์ Seafood ณ ภัตตาคาร มีบุฟเฟ่ต์ขาปูยักษ์ เราไม่ได้ถ่ายมาเพราะหิวมาก ลืมถ่ายรูป 55555555 พอกันเสร็จไกด์หัวหน้าทัวร์ก็พาเข้าโรงแรมประมาณ 21.30 น.ค่ะ เพลียร่างมาก ใส่รองเท้าแตะทั้งวัน ปวดเท้าเลย แนะนำให้ใส่ผ้าใบไปนะคะ ถนัดกว่า พอถึงโรงแรมรีบอาบน้ำนอนพักเก็บแรงไว้วันต่อไป รีวิวเที่ยวเกาหลีวันที่ 3 วันสุดท้าย สถานที่แรกที่ไปของวันนี้ คือ หอคอยเอ็นโซลล์ ทาวเวอร์ พิกัด: N Seoul Tower อากาศดีมาก เย็นมากสูดอากาศบริสุทธิ์ชื่นใจสุดๆ รถจะจอดตรงที่จุดจอดรถ เราต้องเดินขึ้นเขาไป บอกเลยว่าถ้าให้เดินขึ้นเขาแล้วอากาศดีแบบนี้คือยอมเดินจ้า โปรแกรมนี้รวมค่าขึ้นลิฟท์แล้วแต่ไม่รวมค่าคล้องกุญแจ เราไปคนเดียวไม่มีคู่เลยไม่ได้คล้อง TT ต่อไปเป็น ย่านอิกชอนดง พิกัด: Ikseondong street เป็นหมู่บ้านโบราณ ที่สร้างขึ้นปี 1920 ปัจจุบันมีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขายของ เสื้อผ้า เปิดเป็นร้านเล็กๆเยอะมาก วันที่เราไปเป็นวันเสาร์พอดี คนเกาหลีแต่งตัวมาถ่ายรูป มาเดินเล่นกันมาเป็นคู่เยอะมากๆ ต่อไปเป็น ตลาดปลานอร์ยางจิน เป็นตลาดขายส่งและปลีกอาหาร ทะเลสดๆขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเกาหลีใต้ ในตลาดมีร้านค้าราวเกือบหนึ่งพันกว่าร้าน ด้านบนเป็นร้านอาหารทะเล และมื้อกลางวันนี้กรุ๊ปเราก็ฝากท้องไว้ที่นี่ค่ะ บอกเลยว่าเราชอบทานปลาดิบมาก มื้อนี้ถือว่าสวรรค์เลย เป็นมื้อที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้ แต่ถ้าใครไม่ทานปลาดิบก็มีเป็นปลาย่าง, กุ้งย่าง, ต้มยำปลาให้ค่ะ หลังจากนั้นเดินทางไปที่ Hyundai premium outlet ตึกช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนม Outlet ในราคาถูก แต่ละชั้นก็จะมีเสื้อผ้า รองเท้า สินค้าแฟชั่น ส่วนชั้นล่างเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ ซุปเปอร์มาร์เก็ต สามารถอยู่ที่นี่ได้ทั้งวันเลยค่ะ ต่อด้วยอาหารค่ำ (ในใจยังอิ่มปลาดิบอยู่เลย) ที่ร้านบุลโกกิ เมนูนี้เราไม่เคยทานแต่อร่อยมาก มีวุ้นเส้น, หมูหมัก, เห็ดเข็มทอง รสชาติอร่อยค่ะ วุ้นเส้นและหมูสามารถเติมได้พอทานไปเรื่อยๆก็เริ่มหิวเลยจัดอีกชุดใหญ่เลย พอทานเสร็จก็ไปละลายเงินวอนกันต่อร้านจะอยู่ด้านล่างชั้น 2 ของร้านอาหาร เงินเหรียญแลกคืนไม่ได้ เราก็เลยซื้อของให้หมดเรียกว่าละลายเงินวอนของจริง พวกขนมธัญพืช สาหร่าย ซื้อที่นี่ได้เลยค่ะ มีโปรซื้อ 5 แถม 1 แถมราคาถูกด้วย เค้ามีบริการแพคของใส่ลังด้วยเราสามารถนำของที่ซื้อมาจากที่อื่นให้เค้าแพครวมได้เลยค่ะ เสร็จแล้วก็ไปสนามบินเลย ถึงสนามบินประมาณ 19.30 น. ก็ไปแพคของลงกระเป๋า และพี่ไกด์หัวหน้าทัวร์ก็พาไปทำ Tax Refund แล้วค่อยไปรับเงินคืนข้างใน เราชอบเกาหลีอีกอย่างนึงคือช้อปปิ้งมันส์มาก ซื้อของเกิน 30000 วอน สามารถทำ Tax Refund ได้เลย ขึ้นอยู่กับว่าจะรับคืนที่ร้านหรือที่สนามบิน เดี๋ยวพนักงานจะถามตอนจ่ายเงินว่าจะรับ Tax Refund มั้ย ถ้ารับก็แล้วแต่ว่าจะทำคืนที่ร้าน หรือสนามบิน ถ้าที่ร้านก็ยื่น Passport ให้พนักงานได้เลย ถ้าที่สนามบินเค้าจะทำสลิปใส่ซองมาให้เราค่ะ พอเช็คอินเสร็จ ก็ไปรอด้านใน Gate แต่ตอนนั้น 23.00 กว่าแล้ว ร้านค้าปิดหมดแล้ว อดช้อปต่อ เลยได้แต่นั่งรอเครื่องออก ไฟลท์ 01.05 น. พอถึงเวลาเครื่องขึ้นเราหลับยาวถึง กรุงเทพฯ เลย ทัวร์เกาหลี เที่ยวกรุงโซล ราคาเริ่มต้นเพียง 12,888 บาท การเตรียมตัวไปเที่ยวกับทัวร์เกาหลี 1.แลกเงินไปให้พร้อมและถือบัตรเครดิตไปด้วย เผื่อฉุกเฉิน 2.ขอหนังสือรับรองการทำงานติดไปด้วย เพราะตอนช่วงการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง หากเจ้าหน้าที่เขาสอบถามเราจะได้มีเอกสารยืนยันตัวตนอ้างอิงได้ 3.อ่านโปรแกรมทัวร์และจำชื่อไกด์ เบอร์โทร ชื่อโรงแรมที่พัก เผื่อพลัดหลงหรือถูกเจ้าหน้าที่ถามจะได้เอาตัวรอดได้ 4.จัดกระเป๋าไปให้พร้อมและเผื่อพื้นที่ให้สำหรับขากลับด้วย ของฝากเยอะแน่นอน สรุป ทัวร์เที่ยวเกาหลีครั้งนี้ ที่พักดี อาหารดี พี่ไกด์บริการดีมาก ข้อนี้ขอชื่นชม มีความรู้ประเทศเกาหลีเป็นอย่างดี ติดที่ไปเป็นช่วงหน้าร้อน คือร้อนจริง เผลอๆร้อนกว่าไทย แดดเค้าแรงมากกแต่ดีที่ไม่ต้องเตรียมตัวเยอะ และไม่เจอฝนเลยซึ่งก่อนไปเราเช็คแล้วว่าจะเจอฝน โชคดีมากเลยค่ะ และอีกเรื่องที่สำคัญคือค่าเงินลงเยอะ ถูกมาก เราแลกมาประมาณ 0.254 ก็ถือว่าดีเลยย ช้อปเพลิน ลืมคำนวณเงินไทยไปเลย ประทับใจมากๆค่ะ มีโอกาสจะไปใช้บริการอีกค่ะ ขอขอบคุณ รีวิวจากลูกค้า ทัวร์ครับ.คอม
เที่ยวเกาหลีเวอร์ชั่นติ่ง - พาตะลุย SM Town Museum ที่ Coex Atrium
พาเที่ยว
เกาหลี
เที่ยวเกาหลีเวอร์ชั่นติ่ง - พาตะลุย SM Town Museum ที่ Coex Atrium
ใครเป็นแฟนคลับ SJ , Girl Generation , NCT และศิลปินค่าย SM Town ทั้งหลาย มากองกันตรงนี้ค่ะ เพราะทัวร์ครับจะพาไปตะลุยพิพิธภัณฑ์เอาใจแฟนคลับ SM Town แบบใกล้ชิดศิลปินในดวงใจกันเลย ถ้าหากได้มาท่องเที่ยวเกาหลี เราจะต้องปลดล็อกความฝันที่อยากจะมาใกล้ชิดศิลปินเกาหลีที่เราชื่นชอบสักครั้งให้ได้ แต่ก่อนจะมาตามหาศิลปินที่เกาหลี เราแนะนำให้จองทัวร์เกาหลีไปเที่ยว แล้วเลือกทริปเที่ยวเกาหลีที่มีวันฟรีให้เราด้วย จากนั้นก็ไปตามหาศิลปินเกาหลีที่เราชอบได้เลย จองทัวร์เกาหลี กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) การเดินทางมายัง SM Museum ไม่ยากเลยค่ะ นั่งรถไฟมาลงสถานี Coex เดินขึ้นมาก็จะพบกับตึก Coex Atrium ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าเลย เมื่อเราขึ้นมาเราจะได้ยินเสียงเพลงจากค่าย SM Town นั่นแปลว่าเรามาถึงแล้วค่ะ ข้างหน้าตึกจะมีผนังที่มีรอยฝ่ามือของศิลปินใน SM Town ทั้งหมดเลย ตรงนี้และที่เราสามารถ Hi Touch กับ ศิลปินที่เราชอบได้แบบไม่ต้องรอ ภายในบริเวณนี้ยังเปิดเพลงของศิลปิน SM Town คลอไว้ตลอดเวลาด้วยนะ พอเราเข้ามาในตัวอาคารจะพบกับบันไดเลื่อนเพื่อไปชั้น 2 ทันทีค่ะ ที่ชั้น 2 นี้จะเป็นชั้นขายของที่ระลึกจ่างๆของศิลปิน SM Town มีตั้งแต่วงรุ่นแรกๆที่เรารู้จักกันอย่าง Girl Generation จนมาถึงวงรุ่นใหม่ๆอย่าง NCT ใครชื่นชอบวงไหน หรือเมนใคร เรียกได้ว่ามีครบ สามารถล้มละลายได้ในทีเดียว ที่ชั้น 3 นั้นจะเป็นส่วนของพิพิธภัณฑ์แล้ว เราสามารถซื้อบัตรเข้าชมได้ ภายในพิพิธภัณฑ์จะมีห้องที่ให้เราสามารถถ่ายรูปกับศิลปินผ่านเทคโนโลยีแบบ VR ได้อีกด้วย ส่วนใครที่ไม่ได้อยากจะเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ สามารถเดินชม ตู้จัดแสดงเสื้อผ้าของศิลปินได้อีกด้วยนะ ที่ชั้น 4 โซนนี้จะเป็น SM Town Cafe ค่ะ เป็นคาเฟ่ของค่ายเลย ซึ่งในบริเวณเดียวกันก็จะมีขายพวกอัลบั้มต่างๆ และที่สำคัญ ทั้งโต๊ะและเก้าอี้ภายในคาเฟ่ มีลายเซ็นศิลปินเต็มไปหมดเลย ใครชอบใครต้องมาตามหาลายเซ็นกันเองนะจ้ะ :) และที่ SM Cafe นี้ก็ยังมีขนมมากมาย ที่ดีไซน์ออกมาเอาใจเหล่าแฟนคลับกันอีกด้วย เมนูในนี้มีหลายอย่างเลย ทั้งคัพเค้ก มาการอง และไอศครีม หากใครอยากจะมาเที่ยวเกาหลี ตามรอยศิลปินไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบก็ต้องห้ามพลาดที่จะเดินทางมายัง SM Town Musuem แห่งนี้ เพราะที่นี่นั้น จะทำให้คุณฟินตั้งแต่เดินเข้ามาจนเดินออกไป และแน่นอนว่าจะเติมเต็มทริปท่องเที่ยวเกาหลีของคุณอย่างแน่นอนค่ะ
หลงรัก หลวงพระบาง จึงต้องมาหาอีกหลายๆ ครั้ง
พาเที่ยว
ลาว
หลงรัก หลวงพระบาง จึงต้องมาหาอีกหลายๆ ครั้ง
หลวงพระบาง มีดียังไงทำไมใครๆ ไปแล้วก็กลับไปเที่ยวอีกเรื่อยๆ ใครไม่เคยไปคงจะไม่เข้าใจ แต่คนเคยไปแล้วจะรู้ดีว่า หลวงพระบาง มีเสน่ห์มากมายแค่ไหน เมืองเล็กๆ เนิบๆ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกจากยูเนสโก ซึ่งตรงกับเกณฑ์พิจารณาทุกอย่าง คือ มีวัดวาอารามเก่าแก่มากมาย มีบ้านเรือนอันเป็นเอกลักษณ์ ตัวเมืองตั้งอยู่ริมน้ำโขงและน้ำคาน ซึ่งไหลบรรจบกันท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม และชาวหลวงพระบางมีบุคลิกที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นมิตร และมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่งดงาม ในขณะที่แหล่งมรดกโลกแห่งอื่นอาจได้ขึ้นทะเบียนอย่างจำเพาะเจาะจงในโบราณสถาน ธรรมชาติ แต่หลวงพระบางทั้งเมืองได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกของมวลมนุษยชาติเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2538 และยังได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองที่ได้รับการปกปักรักษาที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย ทวนประวัติศาสตร์คร่าวๆ กันหน่อย หลวงพระบางเป็นเมืองเก่าแก่เป็นราชธานีแห่งแรกของอาณาจักรล้านช้าง สมัยแรกเริ่มสถาปนาอาณาจักรล้านช้าง แต่เดิมมีชื่อว่า "เมืองซวา" (ออกเสียงว่า ซัว) และเมื่อ พ.ศ.1300 ขุนลอซึ่งถือเป็นปฐมกษัตริย์ลาวได้ทรงตั้งเมืองซวาเป็นราชธานีของอาณาจักรล้านช้างและได้เปลี่ยนชื่อเมืองใหม่เป็น "เชียงทอง" เมื่อพระเจ้าฟ้างุ้ม (พ.ศ. 1896 - พ.ศ. 1916) เสด็จกลับจากกัมพูชา อันเนื่องจากพระองค์และพระบิดาต้องเสด็จลี้ภัยเพราะถูกขับไล่จากกษัตริย์องค์ก่อน ซึ่งแท้จริงก็คือพระอัยกาของเจ้าฟ้างุ้มนั่นเอง เจ้าฟ้างุ้มทรงรวบรวมกำลังขณะอยู่ในเมืองพระนคร หรือเมืองเสียมราฐ และนำกองทัพนับพันกำลังเพื่อกู้ราชบัลลังก์กลับคืน และสถาปนาอาณาจักรล้านช้างขึ้นมาใหม่ และสถาปนาเมืองเชียงทองขึ้นเป็นราชธานีว่า กรุงศรีสัตนาคนหุตอุตตมราชธานี ต่อมาในรัชสมัยพระโพธิสารราชเจ้า พระองค์ได้ทรงอาราธนาพระบางซึ่งเดิมประดิษฐานอยู่ที่เมืองเวียงคำขึ้นมาประดิษฐานอยู่ที่เมืองเชียงทองอันเป็นนครหลวง เมืองเชียงทองจึงมีชื่อเรียกว่า "หลวงพระบาง" นับแต่นั้นมา (Cr. Wikipedia) หลวงพระบาง เมืองเล็กๆ น่ารักที่นักเที่ยวสายชิวไม่ควรพลาดกัน ที่เที่ยวไม่เยอะ เหมาะมาพักผ่อนแบบ slow life ใช้ชีวิตเนิบๆมาก มาดูคราวนี้เราไปเที่ยว หรือทำอะไรที่ หลวงพระบาง กันบ้าง ตักบาตรเช้า กิจกรรมที่แทบทุกคนที่มาหลวงพระบางไม่มีพลาด ถือเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยังคงสืบทอดยึดถือปฏิบัติต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน ที่หลวงพระบางตักบาตรด้วยข้าวเหนียวเพราะชาวหลวงพระบาง รับประทานข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก มีข้าวเจ้าหรือข้าวสวยน้อยมาก หรือนานๆที เดินชมเมือง หลวงพระบาง ด้วยตัวเมืองที่มีเอกลักษณ์ น่ารักและไม่ใหญ่มากเราสามารถเดินชมเมือง หรือถ้าใครขี้เกียจเดินก็เช่า หรือยืมจักรยานจากโรงแรมที่เราพักมาขี่ชมเมืองได้เลย หรือถ้าใครชอบแสงสีก็พอมีบ้างในยามค่ำคืน คือ ตลาดมืดที่ชาวหลวงพระบางเรียก หรือถนนคนเดินนั่นเอง ทั้งของกินและของช็อปปิ้งมีมากมายให้เลือกกันเลย วัดเซียงทอง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2103 ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำโขง ในบรรดาวัดวาอารามทั้งหมด วัดเชียงทองเป็นวัดที่สำคัญและมีสถาปัตยกรรมแบบล้านช้างที่สวยงามมาก มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมามากที่สุด นักโบราณคดียกย่องไว้ว่า วัดเชียงทองเป็นดั่งอัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมลาว วัดเชียงทองสร้างขึ้นในรัชกาลของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช เมื่อราว พ.ศ. 2101 – 2103 วัดนี้ยังถือเป็น ‘วัดประตูเมือง’ และท่าเทียบเรือทางเหนือของตัวเมืองและที่สำคัญ วัดแห่งนี้ยังเป็นวัดที่รอดพ้นจากอัคคีภัยครั้งใหญ่ที่เผาผลาญเมืองใน พ.ศ. 2430 โดยฝีมือของพวกฮ่อมาได้ สิมหรืออุโบสถของวัดเชียงทอง เป็นสิมหลังที่เก่าที่สุดในตัวเมืองเก่าหลวงพระบาง ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นอัญมณีแห่งศิลปะล้านช้าง ตามที่กล่าวไปก่อนหน้า และยังกลายเป็นต้นแบบของงานสถาปัตยกรรมในเวลาต่อมา คือ หอพระบาง นั่นเอง พระราชวังหลวงพระบาง คือที่ที่ “พระบาง” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองหลวงพระบางประดิษฐานอยู่ที่นี่นั่นเอง อาคารหลังนี้เป็นอาคารเก่าที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมระหว่างฝรั่งเศสและลาว ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส ด้านนอกอาคารเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ พระราชวังหลวงพระบาง ได้ปรับเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รัฐบาลใช้จัดแสดงโบราณวัตถุและของมีค่าต่างๆ ตั้งแต่ พ.ศ.2518 เป็นต้นมา น้ำตกตาดกวางสี ตาด แปลว่าน้ำตก ส่วนกวางสีในภาษาลาวนั้น หมายถึง กวางหนุ่มที่เขาเพิ่งเริ่มงอก ซึ่งเป็นลักษณะของกวางสีทองตัวนั้นนั่นเอง มีตำนานเกี่ยวกับน้ำตกเล่าว่า มีชายชราผู้ปราดเปรื่อง ได้ใช้เขาของกวางขุดลงไปยังพื้นดิน จนเกิดเป็นแหล่งน้ำขึ้นมา หลังจากนั้นก็ได้มีกวางสีทองมาอาศัยและดื่มกินน้ำอยู่โพรงถ้ำบริเวณหน้าผาหินปูนของทางน้ำตกนั่นเอง น้ำตกตาดกวางสี เป็นน้ำตกที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในหลวงพระบาง อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 32 กม.น้ำตกตาดกวางสี มีจำนวนชั้นทั้งหมด 4 ชั้น มีความสูงโดยรวมประมาณ 75 เมตร เป็นน้ำตกหินปูน น้ำในน้ำตกจึงมีสีเขียวมรกต น่าเล่นน้ำมากๆ ออกมาไกลเมืองนิดนึง แต่วิว และน้ำสีสวยจับใจจริงๆ Saffron Coffee อีกร้านกาแฟบรรยากาศดี ริมถนนใกล้ๆแม่น้ำโขง ขออนุญาตแนะนำร้านกาแฟอื่นๆบ้างไม่อย่างนั้น แทบทุกรีวิวมีแต่ร้านโจมา และ ประชานิยม ที่ทุกคนแวะไปหมดแล้ว Saffron Coffee เป็นร้านกาแฟที่ออกทันสมัยและค่อนข้างยอดนิยมพอสมควร ร้านนี้จะคั่วและบดเอง เมล็ดกาแฟมาจากที่ราบสูงโบโลเว่น รสชาติกาแฟจะเข้มข้น ส่งกลิ่นหอมไปทั้วเพราะร้านเป็นแบบโอเพ่นเลย อากาศดีๆ นี่จิบกาแฟลืมเลย Rosewood Luangprabang โรสวูด หลวงพระบาง โรงแรมที่ห่างจากตัวเมืองแค่สิบนาทีโดยรถยนต์ เราเลือกมาพักที่นี่เพราะได้ยินกิตติศัพท์ ความงามของการออกแบบ และธรรมชาติล้อมรอบทั้งน้ำตกและแม่น้ำ เอาเป็นว่าธรรมชาติกว่านี้ไม่มีอีกแน่ๆ ที่นี่ออกแบบโดย บิล เบนสลีย์ และสตูดิโอที่มีชื่อเสียงระดับโลกของเขาที่ชื่อ Bensley โดยจำลองออกมาภายใต้คอนเซ็ปต์เมืองบนเนินเขาของลาวในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ที่ผสมผสานระหว่างฝรั่งเศสและลาว ดู Exotic เต็มไปด้วยรายละเอียด ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติแวดล้อม จริงๆ สวยลืมจนแทบไม่ต้องไปเที่ยวที่ใหน แทบอยากนอนดื่มด่ำในห้องที่สวยมาก ในโรงแรมอย่างเดียวเลย ^_^ ใครชอบธรรมชาติ ชอบความ Luxury แนะนำที่นี่เลย rosewoodhotels.com/luangprabang แล้วเราจะพบกันใหม่เรื่อยๆ นะ หลวงพระบาง หลวงพระบางเที่ยวง่าย เที่ยวเองก็ได้ แต่ถ้าไปเที่ยวหลวงพระบางกับทัวร์ก็สะดวกกว่ามากๆ เพราะไม่ต้องวานแพลนเที่ยวเองให้วุ่นวายใจ ซึ่งใครที่อยากไปตามรอยเที่ยวหลวงพระบางกับทัวร์ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดและจองทัวร์หลวงพระบางกับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) ได้เลย คลิกตรงนี้ ติดตามเรื่องราวการเดินทางและข่าวสารต่างๆ ได้ที่ Sineha Bangkok
หน้าหนาวไปเล่นสกีที่ญี่ปุ่นดีกว่า รวม 5 สกีรีสอร์ทในญี่ปุ่นที่ห้ามพลาด
พาเที่ยว
ญี่ปุ่น
หน้าหนาวไปเล่นสกีที่ญี่ปุ่นดีกว่า รวม 5 สกีรีสอร์ทในญี่ปุ่นที่ห้ามพลาด
เข้าใกล้หน้าหนาวแล้ว และหลายๆ คนคงรอคอยที่จะไปเล่นสกีในที่หนาวๆ ที่ญี่ปุ่นเองก็มีสกีรีสอร์ทให้เราได้ไปเล่นกันหลายที่เลย เพราะเล่นสกีที่ญี่ปุ่นนั้น เดินทางง่าย และราคาไม่แพง โดยฤดูกาลเล่นสกีที่ญี่ปุ่นจะเริ่มในช่วงหน้าหนาวค่ะ ในเดือนธันวาคม - มีนาคม แต่ในบางภูมิภาคก็ยังสามารถเล่นในช่วงฤดูใบไม้ผลิได้ วันนี้ทัวร์ครับได้รวบรวม Top 5 สกีรีสอร์ทในญี่ปุ่นมาให้แล้ว ตามไปอ่านกันเลย จองทัวร์ญี่ปุ่น สกีหิมะ กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) 1.Niseko Grandhirafu จังหวัดฮอกไกโด พูดถึงเรื่องสกีรีสอร์ทญี่ปุ่น คงจะไม่พูดถึงชื่อ Niseko Grandhirafu ไปไม่ได้เพราะที่นี่เรียกได้ว่าเป็นอีกสกีรีสอร์ทที่คนไทยคุ้นหูและไปกันเยอะอันดับต้นๆเลย ตัวสกีรีสอร์ทที่ Niseko จะตั้งอยู่บนภูเขานิเซโกะ อันนูปุริซะส่วนใหญ่ค่ะ และที่ Niseko Grandhirafu เป็นสกีรีสอร์ทที่ใหญ่ที่สุด มีลิฟต์มากถึง 12 ตัว และพื้นที่รอบๆก็เต็มไปด้วยรีสอร์ท ร้านค้าอีกด้วย 2.Shiga Kogen จังหวัดนากาโนะ จังหวัดนากาโนะเองก็มีชื่อเสียงของสกีรีสอร์ทค่อนข้างมากเลยค่ะ อย่าง Shiga Kogen ก็เป็นการรวมกลุ่มของสกีรีสอร์ท 18 แห่งมารวมตัวกันเพื่อเปิดลานสกีขนาดใหญ่ ซึ่งสกีรีสอร์ทที่ Shiga Kogen นั้นจะแบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วนค่ะ ส่วนแรกจะเป็นพื้นที่จากสูงขึ้นไปถึงยอดเขา Yokote อีกส่วนจะเป็นส่วนที่ขนาบข้าง นอกจากจะเป็นพื้นที่สกีรีสอร์ทแล้ว ยังมีบ่อน้ำพุร้อนและเขตอุทยานด้วยค่ะ และที่นี่เราจะได้พบกับเจ้าลิงที่ชอบแช่น้ำพุร้อนด้วยนะ 3. Biwako Valley โอซาก้า, เกียวโต บิวาโกะ วัลเล่ย์ เป็นอีกหนึ่งสกีรีสอร์ทที่ทุกคนจะได้พบกับความสวยงามค่ะ ที่นี่อยู่ห่างจากเกียวโตไปเพียง 40 นาทีเท่านั้นเอง ด้วยวิวของทะเลสาปขนาดใหญ่ทำให้ที่นี่เป็นอีกสถานที่ที่หลายๆคนอยากมาสกีรีสอร์ทที่ญี่ปุ่น นอกจากนี้เรายังสามารถนั่งเคเบิลคาร์เพื่อไปชมวิวจากมุมสูงได้อีกด้วยนะ นอกจากวิวที่สวยแล้ว ที่ บิวาโกะ วัลเล่ย์ ยังมีเส้นทางสกีให้เล่นถึง 9 เส้นทาง อ้อ มีพื้นที่ให้เด็กๆเล่นหิมะกันด้วยนะ ส่วนใครที่ไม่ได้มีสกิลการเล่นสกีมาก่อน แนะนำให้จองคลาสเรียนสกีกับทางรีสอร์ทล่วงหน้าค่ะ จะได้เล่นสกีแบบสนุกและปลอดภัย 4.Tambara Ski Park โตเกียว หากใครที่อยากจะพาเด็กๆ ไปเที่ยวญี่ปุ่นลองสัมผัสหิมะครั้งแรก ต้องไม่พลาดที่นี่เลยค่ะTambara Ski Park โตเกียว เพราะนอกจากสกีรีสอร์ทที่นี่จะไม่ไกลจาโตเกียวแล้ว เพราะที่นี่เป็นเนินไม่สูงมาก เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งหัดเล่นสกีใหม่ๆหรือกระทั้งเด็กๆ ที่นี่ในช่วงหน้าร้อนจะเป็นทุ่งลาเวนเดอร์ ส่วนในหน้าหนาวเขาจะเปลี่ยนตัวเองมาเป็นลานสกีแทนค่ะ 5. Sapporo Kokusai Ski Resort ฮอกไกโด ชื่อของซัปโปโรที่จังหวัดฮอกไกโด ใครๆ ก็ต้องนึกถึงสกีและหิมะอยู่แล้วใช่ไหมคะ เนื่องจากฮอกไกโดอยู่เหนือสุดของญี่ปุ่น แน่นอนว่าอากาศก็คงจะหนาวที่สุดด้วยในช่วงหน้าหนาว ที่ซับโปโร สกีรีสอร์ทที่ดังที่สุคงหนีไม้พ้น Sapporo Kokusai Ski Resort ค่ะ ที่นี่มีเส้นทางสกีทั้งหมดถึง 6 เส้นทาง แต่เส้นทางที่นี่ขึ้นชื่อว่ายากกว่าสกีรีสอร์ทอื่นๆ แต่ไม่ต้องกลัวไปนะคะ ที่นี่เขามีลานสำหรับมือใหม่หัดเล่นพร้อมครูฝึกด้วยจ้า แต่ละที่ สกีรีสอร์ทญี่ปุ่นมีแต่ที่น่าไปทั้งนั้นเลยค่ะ เผลอแปปเดียวก็หน้าหนาวแล้ว ใครที่กำลังมีแพลนอยากไปลองเล่นสกีหิมะที่ญี่ปุ่นดูสักครั้ง ต้องรีบวางแผนแล้วจองได้เลยนะคะ เดี๋ยวรีสอร์ทเต็มไม่รู้ด้วยน้า
ปักหมุด 11 สถานที่เที่ยวจีน คุนหมิง ต้าหลี่ ลี่เจียง มาแรงแซงทางโค้ง
พาเที่ยว
จีน
ปักหมุด 11 สถานที่เที่ยวจีน คุนหมิง ต้าหลี่ ลี่เจียง มาแรงแซงทางโค้ง
1.ทะเลสาบชุ่ยหู แผนที่: Cuihu Lake ที่แห่งแรกหากใครได้มาเที่ยวจีน เส้นทางคุนหมิง ต้าหลี่ ลี่เจียงต้องแวะมาที่นี่ก่อนเลย ทะเลสาบชุ่ยหู ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่ถูกขนานนามว่า สระมรกต ตั้งอยู่ใจกลางเมืองคุนหมิงล้อมรอบด้วยบึงน้ำ และสวนสาธารณะ เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจในวันสุดสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็น วิ่งออกกำลังกาย ไทเก็ก โยคะ และพายเรือรอบทะเลสาบ ไฮไลท์เด็ดของที่นี่ก็คือ มีนกนางนวลปากแดงซึ่งเป็นนกพันธุ์หายาก หนีความหนาวเย็นจากไซบีเรียมาที่ทะเลสาบแห่งนี้ในช่วงฤดูหนาวของทุกปี 2.น้ำตกคุนหมิง สถานที่ท่องเที่ยวเส้นทางคุนหมิง ต้าหลี่ ลี่เจียง แห่งใหม่และเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจยอดฮิตของชาวจีนและนักท่องเที่ยวคุนหมิงเลยทีเดียว สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ใช้เวลาสร้างกว่า 3 ปี เปิดให้บริการในปี 2016 ไฮไลท์ของสวนสาธารณะแห่งนี้อย่าง น้ำตกใหญ่ยักษ์ ถือเป็นน้ำตกฝีมือมนุษย์ที่ยาวติดอันดับของเอเชียเลยทีเดียว ใครที่มีโอกาสได้ไปทัวร์คุนหมิงอย่าพลาดที่จะไปถ่ายรูปกันที่น้ำตกแห่งนี้กันนะครับ หลังจากเที่ยวคุนหมิงกันไปบ้างแล้ว เราไปต่อที่เมืองต้าหลี่กันดีกว่า ศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศจีนตอนล่าง เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ 2 ราชวงศ์ คือถังและชิง มีสิ่งปลูกสร้างที่แสดงถึงความเจริญด้านวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก ภูมิทัศน์ของเมืองต้าหลี่มีทะเลสาบขนาดใหญ่ที่ชื่อ เอ๋อไห่ และล้อมรอบด้วยภูเขาซังซาน จึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีทัศนียภาพที่น่าหลงไหลที่สุดในเมืองหนึ่งของจีน ระหว่างสองข้างทางเต็มไปด้วธรรมชาติที่ไม่อยากให้คาดสายตา 3.เจดีย์สามองค์แห่งวัดฉงเซิ่น แผนที่: Three Pagodas เจดีย์สามองค์แห่งวัดฉงเซิ่น เมื่อก่อนเดิมเจดีย์สามองค์เป็นส่วนหนึ่งของวัดฉงเซิ่ง เป็นวัดที่กว้างใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน มีพระพุทธรูป ถึง 11,400 องค์ เป็นพระอารามหลวงของ ราชวงค์หนานเจา แห่งอาณาจักรต้าหลี่ เป็นที่ออกบวชก่อนขึ้นครองราชย์ ของกษัตริย์ของราชวงค์หนานเจา มีกษัตริย์เคยมาบวชที่วัดนี้ ทั้งสิ้น 19 พระองค์ เจดีย์สามองค์ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘เจดีย์ข่มมังกร’ เพราะมีบันทึกว่าพื้นที่แถบนี้เคยประสบอุทกภัยสร้างความเสียหายทางการเกษตรเป็นอย่างมาก มีการสำรวจฮวงจุ้ยแล้วก็พบว่า บริเวณนี้เป็นที่อยู่ของมังกร เมื่อใดที่มังกรพลิกตัว ก็จะเป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมขึ้น จึงได้มีการสร้างพระเจดีย์ที่มีรูปทรงแตกต่างกันสามองค์ขึ้นมาเพื่อทับตัวมังกรไว้ทำให้เกิดอุทกภัยน้อยลงตามความเชื่อของชาวจีน 4.วัดเจ้าแม่กวนอิมแปลงกาย ต้าหลี่ ตามตำนานของเมืองต้าหลี่เล่าว่า สมัยก่อนนั้นตอนมีข้าศึกมาบุกเมืองต้าหลี่ เจ้าแม่กวนอิมได้แปลงกายเป็นหญิงชราแบกก้อนหินใหญ่ไว้บนหลังเพื่อให้ทหารของฝ่ายตรงข้ามได้เห็นเมื่อทหารของฝ่ายศัตรูได้เห็นว่าแม้แต่หญิงชรายังแข็งแรงถึงเพียงนี้ถ้าเป็นคนวัยหนุ่มสาวจะต้องมีพละกำลังมากมายยากจะต่อสู้ เหล่าทหารเหล่านั้นจึงถอยทัพกลับไปชาวเมืองจึงสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นในสมัยราชวงศ์ถังเป็นวัดที่มีประติมากรรมเยี่ยมยอดแห่งหนึ่งในต้าหลี่ จึงทำให้ชาวบ้านสร้างวัดเจ้าแม่กวนอิมเพื่อไว้บูชาเจ้าแม่กวนอิมนั่นเอง 5.เมืองเก่าลี่เจียง แผนที่: Lijiang Old Town เที่ยวจีนกับวัฒนธรรมอันงดงามกับ เมืองโบราณลี่เจียง หรือ เมืองโบราณต้าเอี้ยนเจิ้น ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากยูเนสโก เมืองแห่งนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน และเป็นฐานที่ตั้งของชนเผ่าหน่าซีที่อพยพมาจากทิเบต ด้วยการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม บ้านเรือนรูปทรงโบราณและวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ เมื่อได้มาเดินเล่นในเมืองเก่าลี่เจียง จะได้ความรู้สึกว่าเราได้ย้อนยุคกลับไปอยู่ในช่วงประวัติศาสตร์ของจีนเลยล่ะครับ อีกทั้งยังมีร้านค้า ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึกมากมาย ที่สามารถให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวจีนเดินเที่ยวได้ทั้งกลางวันและกลางคืน 6.ภูเขาหิมะมังกรหยก แผนที่: Jade Dragon Snow Mountain ไฮไลท์เด็ดในการเที่ยวจีนเส้นทางลี่เจียง จุดมุ่งหมายหลักที่นักท่องเที่ยวหลายคนอยากขึ้นไปสัมผัสให้ได้สักครั้งในชีวิต เรียกได้ว่าเป็น Dream Destination ของใครหลายๆคน ภูเขาหิมะมังกรหยก ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเก่าลี่เจียง ข้างบนจะมีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี ที่เรียกกันว่าภูเขาหิมะมังกร ก็เพราะมียอดเขา 13 ยอดเรียงต่อกัน คล้ายรูปร่างของมังกร และมีหิมะปกคลุมนั่นเอง จุดที่สูงที่สุดของ ภูเขาหิมะมังกรหยก คือ 5,596 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล คำแนะนำก่อนไปชมวิวบนภูเขาหิมะมังกรหยก ข้างบนความกดอากาศจะต่ำมาก ไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคหัวใจ หรือร่างกายไม่แข็งแรง ควรพกประป๋องออกซิเจนไปด้วยเผื่อหายใจกันไม่ทัน กระป๋องออกซิเจน มีขายตามร้านค้าที่ตั้งอยู่ในระแวงภูเขาหิมะมังกรหยกหรือในตัวเมืองลี่เจียง 7.ทุ่งหญ้าหยุนซันผิง แผนที่: Yun Shan Ping ทุ่งหญ้าหยุนซันผิง ที่มีต้นฉำฉายูนนานอายุพันปีทุ่งหญ้าหยุนซันผิงเป็นทุ่งหญ้าที่เขียวขจี อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 3,350 เมตร เพื่อชมทัศนียภาพอันแสนงดงามของธรรมชาติ มีฉากหลังเป็นฉากภูเขาหิมะมังกรหยก เอาใจคนรักการถ่ายภาพและชอบธรรมชาติโดยเฉพาะ ความสวยงามเหมือนภาพวาดพร้อมกับบรรยากาศที่ดีงาม รวมถึงน้องแพะ ม้า ลา ฯลฯ ที่อยู่ในทุ่งหญ้าสร้างความเพลิดเพลินในการชมธรรมชาติที่ทุ่งหญ้าหยุนซันผิง 8.หุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน แผนที่: Blue Moon Valley ไฮไลท์ที่รองมาจากภูเขาหิมะมังกรหยก คือ หุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน นั่นเองครับ ใครไม่แวะมาชมคือน่าเสียดายมาก เป็นแอ่งน้ำและแม่น้ำที่ไหลลงมาจาก ภูเขาหิมะมังกรหยกกับน้ำสีเทอร์ควอยซ์ สีฟ้าใสปิ้ง กับด้านหลังที่เป็นภูเขาหิมะมังกรหยก หากไปวันที่อากาศแจ่มใสไม่มีเมฆบอกเลยว่าคุ้มที่สุดแล้วที่ได้มาเยือนหุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงินแห่งนี้ 9.อุทยานน้ำหยก แผนที่: Jade Water Village เป็นอุทยานเล็กๆ ห่างจากตัวเมืองลี่เจียง 15 กิโลเมตร จุดชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ด้านหลังเป็นภูเขาหิมะมังกรหยก ส่วนด้านหน้าอุทยานก็เป็นบ่อน้ำใสเป็นสีเขียวมรกต ซึ่งแหล่งน้ำตรงนี้เป็นต้นกำเนิดในเมืองลี่เจียงอีกด้วย ในอุทยานนั้นมีเทพเจ้าแห่งธรรมชาติอยู่ ลักษณะครึ่งบนเป็นคน ครึ่งล่างเป็นงูและยังมี บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ให้ชาวจีนและนักท่องเที่ยวได้ไปอิษฐานขอพรกัน โดยเราจะต้องไปยืนตรงจุด ปีนักษัตร ที่เราเกิด จากนั้นอธิษฐาน แล้วโยนเหรียญ ถ้าเหรียญหล่นลงตรงหลุมเล็กๆ กลางบ่อ คำอธิษฐานของเรานั้นก็จะสำเร็จ 10.วัดหยวนทง แผนที่: Yuan Tong Temple เป็นวัดที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในเมืองคุนหมิง สร้างมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง มีอายุกว่า 1,200 ปี ซึ่งวัดนี้เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาถึง 3 นิกาย ผสมผสานทั้งวัดไทย พม่า และจีน ส่วนใหญ่วัดของจีนจะสร้างอยู่บนภูเขา แต่วัดหยวนทงนี้จะสร้างอยู่ต่ำกว่า ก็เพราะในตอนแรกเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าแม่กวนอิมมาก่อน สร้างในสมัยราชวงศ์ถัง แต่ถูกทำลายในสมัยราชวงศ์หมิง และได้รับการบูรณะใหม่โดยอู๋ซานกุ้ย ราชวงศ์ชิง ในสมัยที่ยังปกครองที่คุนหมิง ภายในวัดมีที่ให้สักการะได้หลายจุดแต่ละจุดจะมีองค์เทพเจ้าแตกต่างกันออกไปตามนิกายทั้ง ไทย พม่า จีน นั่นเองครับ 11.ประตูม้าทองไก่หยก แลนด์มาร์กประจำคุนหมิงใครมาคุนหมิงแล้วไม่ได้แวะมาถ่ายรูปกับประตูม้าทองไก่หยกเหมือนมาไม่ถึงคุนหมิงนะครับ ซุ้มประตูม้าทองไก่หยกซึ่งภาษาจีนเรียกว่าจินหม่าและปี้จีจึงเอาคำย่อ “จินปี้”มาขนานนาม ซุ้มจินหม่าและซุ้มปี้จีเริ่มสร้างขึ้นในรัชศกซวเต๋อราชวงศ์หมิง ถึงปัจจุบันนี้มีประวัติร่วม 400 ปี สิ่งที่น่าอัศจรรย์ คือทุก60 ปีจะมีตอนเย็นวันหนึ่งที่ตะวันยอแสงยามสายัณห์ทางตะวันตกของคุนหมิงมาบรรจบกับพระจันร์ทอแสงที่เพิ่งโผ่ลขึ้นทางตะวันออกของคุนหมิงตรงซุ้มม้าทองและซุ้มไก่หยกพอดี ลวดลายซุ้มจินหม่าปี้จีเป็นตราสัญลักษณ์ของนครคุนหมิงมาตลอด สามารถถ่ายรูปได้ทั้งสองฝั่งต่อให้นักท่องเที่ยวเยอะแค่ไหนก็ได้ภาพสวยๆกลับไปอวดที่บ้านแน่นอน โดยรอบประตูม้าทองไก่หยกมีร้านค้าและร้านอาหารมากมายให้นักท่องเที่ยวได้เดินกันเพลินใจและเพลินพุง 12.ช้อปปิ้งหนานผิงเจีย หรือ ถนนคนเดินจินปี้ลู่ แผนที่: Nanping Business Street cr.trip.com ถนนจินปี้ลู่อยู่ในใจกลางเมืองคุนหมิง เนื่องจากตอนกลางของถนนมี ในถนนย่านการค้าแห่งนี้ เป็นแหล่งเสื้อผ้าแบรนด์เนมทั้งของจีนและต่างประเทศ มีทั้งร้านอาหารพื้นเมือง และร้านขายของที่ระลึก ต่างๆมากมาย รวมถึซอยบาร์เหล้า สวนสนุก ซูเปอร์มาร์เก็ต รถไฟขนาดจิ๋วชมวิวและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆกลายเป็นศูนย์กลางแห่งกระแสความทันสมัย เพื่อที่จะผลักดันและนำกระแสบริโภคและอุปโภคของผู้คนในนครคุนหมิงตลอดจนประชาชนทั่วมณฑลยูนนาน
รีวิวเที่ยวคุนหมิง ต้าหลี่ ลี่เจียง 4 วัน 3 คืน ฉบับไปกับทัวร์ !!
พาเที่ยว
จีน
รีวิวเที่ยวคุนหมิง ต้าหลี่ ลี่เจียง 4 วัน 3 คืน ฉบับไปกับทัวร์ !!
ต้องเกริ่นก่อนเลยว่า สำหรับการเดินทางไปต่างประเทศแบบเรา มันยากมากเพราะเราง่อยเรื่องภาษาอังกฤษมาก และไม่ค่อยได้ไปต่างประเทศบ่อยนัก เรียกได้ว่าประสบการณ์เที่ยวต่างประเทศแทบไม่มีเลยก็ว่าได้ ในชีวิตเคยไปประเทศเดียว นั่นคือ ฮ่องกง ตอนนั้นไปกับเพื่อนที่เก่งภาษา นับเป็นเรื่องที่โชคดีมาก แต่ครั้งนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เพราะ ต้องไป “เที่ยวทัวร์จีน” ครั้งแรก ! ความยากคือ ประเทศจีน ไม่เคยอยู่ในประเทศที่เราอยากไปเลย ถ้าจะไปคงได้ไปเป็นประเทศหลังๆที่คิดจะไป เพราะชื่อเสียงประเทศจีนเลื่องลือมาก โดยเฉพาะ “ห้องน้ำ” และการสื่อสาร ด้วยความที่เพื่อนส่งแพ็คเกจทัวร์จีนมาให้ดู (เพื่อนอยากลองไปนะ) นี่ก็ดู เห้ยย ราคามันโอเคมากนะ แถมไม่ต้องห่วงเรื่องการเดินทางและภาษาเพราะไปกับทัวร์ เลยเออไปก็ไป ซื้อ ! ดีล ! ข้อมูลเบื้องต้นที่ควรรู้ก่อนไปเที่ยวจีน เส้นคุนหมิง สภาพอากาศ: คุนหมิงช่วงเดือนสิงหาคม ต่ำสุด 17 องศา สูงสุด 25 องศา ถ้าได้ขึ้นกระเช้าขึ้นที่สูง อย่างภูเขาหิมะมังกรหยก อุณหภูมิจะอยู่ที่ 0-13 องศา บางวันอาจมีฝนตก แต่ช่วงที่ไปเจอฝนทุกวัน เช้าบาง เย็นบาง อย่าลืมพกร่มและเสื้อกันฝนไปกันด้วยนะ ซึ่งเบื้องต้นหัวหน้าทัวร์จะแจ้งเราก่อนออกเดินทางประมาณ 3-7 วันหรือมีรายละเอียดในใบรายละเอียดการเดินทางอยู่แล้ว เวลาประเทศจีน: เวลาที่ประเทศจีนเร็วกว่าเมืองไทย 1 ชั่วโมง อย่าลืมปรับนาฬิกาข้อมือกันด้วยนะ การแลกเงิน: ประเทศจีน ใช้สกุลเงิน “หยวน” แลกได้ตาม SuperRich ทั่วไป แนะนำแลกเงินไปไม่ต้องเยอะนะคะ เพราะเราไปกับทัวร์จ่ายทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว ใช้แค่ที่จะนำไปช้อปปิ้ง เที่ยวคุนหมิง ต้าหลี่ ลี่เเจียง ครั้งนี้เราแลกไปแค่ 5,000 บาท เหลือกลับมาเยอะมาก เพราะไม่ได้ใช้เลย มาใช้แค่วันสุดท้ายที่ซื้อของฝาก วีซ่า: เรื่องวีซ่าจีน ทางบริษัททัวร์จัดการทำวีซ่าให้ลูกทัวร์ทั้งหมด ไม่ต้องไปทำเอง เป็นวีซ่ากลุ่ม ข้อเสียของวีซ่ากลุ่มคือหากมีใครคนใดคนหนึ่งติดด่านตรวจคนเข้าเมืองหรือทำพาสปอร์ตหาย ติดด่านตรวจคนเข้าเมืองกันยกกลุ่มเลยนะคะ ต้องระวังเรื่องเอกสารมากๆ โดยปกติแล้วทางหัวหน้าทัวร์จะเป็นคนรวบรวมตั้งแต่วันแรกที่ไปเพื่อป้องกันลูกทัวร์ทำเอกสารหาย อินเตอร์เน็ต: ซื้อ Sim2Fly จาก AIS แพ็คเกจ 4G ใช้งานได้ 8 วัน ราคา 399 บาท ปลั๊กไฟ: หัวเสียบมีทั้งแบบ 2 ขาเหมือนปลั๊กไฟของไทยและแบบ 3 ขาขึ้นอยู่กับโรงแรมที่จะพัก โรงแรมที่เราไปพักจะเป็น 4 ดาวขึ้นไป จะมีปลั๊กที่รองรับปลั๊กจากไทยด้วย แต่เราก็ไม่ลืมเตรียมซื้อที่แปลงไฟฟ้าจากเมืองไทยไปด้วย เผื่อไว้ก่อนไม่เสียหายค่ะ การเดินทาง: รถทัวร์ของบริษัททัวร์รับ-ส่งตั้งแต่วันแรก นั่งสะดวกหลับสบายมาก ถึงบ้างวันจะต้องนั่งนานไปหน่อยแต่ทางหัวหน้าทัวร์มีแวะให้เข้าห้องน้ำทุก 2 ชม. อ่านการเตรียมตัวกันเรียบร้อย เรามาเริ่มต้นรีวิวการเดินทางไปทัวร์คุนหมิงกันดีกว่าค่ะ ขออนุญาตข้ามมาวันแรกที่บินไปเที่ยวทัวร์คุนหมิง ต้าหลี่ ลี่เจียงกันเลยนะคะ หากใครอยากทราบว่าไปแพ็คเกจทัวร์ไหน เข้าไปดูกัน ตรงนี้เลยจ้าา >>https://tourkrub.co/tours/14029-kunming-several-cities-4d3n-8l.html วันที่ 1 : เที่ยวคุนหมิง ต้าหลี่ ลี่เจียง 4 วัน 3 คืน มาจ้า ก่อนอื่น จะบอกว่า หลังจากที่เราจ่ายเงินครบค่าทัวร์แล้ว ก่อนวันเดินทาง 1 วันจะมีหัวหน้าทัวร์โทรมาแจ้งรายละเอียดการเดินทาง หากเรามีอะไรอยากทราบเพิ่มเติมก็สามารถถามหัวหน้าทัวร์ได้เลย บินวันแรกเป็นช่วงกลางคืน ในรายละเอียดของแพ็คเกจทัวร์ที่หัวหน้าทัวร์ส่งมาจะเป็นรายละเอียดทัวร์ทั้งหมดค่ะ อ่านเข้าใจง่ายมากๆ แผนเดินทางครบ วันเดินทาง ตารางนัดหมายคือเจอกันที่ประตู 8 เวลา 18.00 น. พอเราไปถึงทางหัวหน้าทัวร์และผู้ช่วย ต้อนรับลูกทัวร์ดีมากค่ะ แจกน้ำและขนม ให้ด้วยระหว่างรอสมาชิกท่านอื่นๆ พอมาครบแล้วก็ได้เวลาไปเช็คอิน ตั๋วเครื่องบินและวีซ่าทางบริษัททัวร์จัดการให้หมด เราทำหน้าที่เพียงรอเวลา เข้าแถว เช็คอิน สบายมั่กก ระหว่างนั้นเราก็ไปทักทายคนอื่นค่ะ โชคดีมากว่าทริปนี้ลูกทัวร์อายุไม่ต่างกันเท่าไหร่ ได้เพื่อนใหม่เยอะมากเลยจ้า แพ็คเกจที่เราซื้อได้บินสายการบิน Lucky Air สายการบินของจีน ครั้งแรกเช่นกัน ถือว่ากลางๆคุ้มราคาค่ะ ไม่มีอาหารบนเครื่องน้าา เพราะบินแค่ 2 ชม. ลงสนามบินคุนหมิง หัวหน้าทัวร์ก็พาไปยื่นวีซ่าและด่านตรวจคนเข้าเมือง เสร็จแล้วออกมารอรถบัสไปที่โรงแรมค่ะ โรงแรมคืนแรกอยู่ไม่ไกลจากสนามบิน เดินทาง 15 นาที โรงแรมที่ได้ตามแพ็คเกจมา คือจะอยู่ที่ 4-5 ดาว ทุกคืนค่ะ เลือกเป็นพิเศษเพราะกลัวเรื่องที่พักและห้องน้ำที่สุด พอถึงโรงแรมหัวหน้าทัวร์แจกคีย์การ์ดห้องพักและนัดเวลาของวันพรุ่งนี้ คือ ตื่น 5 ทานข้าว 6 ล้อหมุน 7 โอ้มายก็อดดดด !!! ไปทำงานยังไม่ตื่นเช้าขนาดนี้เลยจ่ะแม่จ๋า โรงแรมดีมากกกก ห้องน้ำดี คือโอเคเลย ปลั๊กไฟสามารถเสียบ USB ชาร์ตได้เลย รูปลั๊กแบบไทยก็มี แต่น่าจะมีเฉพาะบางโรงแรมนะคะ วันที่ 2 : เมืองต้าหลี่ – วัดเจ้าแม่กวนอิม – เมืองลี่เจียง – เมืองเก่าลี่เจียง ตื่นมาแบบ ง่วงสุดดดดด เอ้อจะบอกว่าตอนตี 5 มี Morning Call จากหัวหน้าทัวร์ด้วยนะคะ โทรปลุกลูกทัวร์ทุกคน สงสัยกลัวไม่ตื่น 5555555555555 อาหารมื้อแรกของทัวร์คุนหมิงงงงง คืออาหารเช้าที่โรงแรม ไม่เคยกินข้าวเช้าขนาดนี้มานานมาก - -” อาหารเช้าแตกต่างจากที่คิดเยอะอยู่ค่ะ เพราะอาหารจีนส่วนใหญ่จะเน้นน้ำมัน ผัดๆ ใครที่กลัวกินอาหารที่จีนไม่ได้ มากับทัวร์ไม่ต้องห่วงค่ะ หัวหน้าทัวร์มีของมาแถมตลอดทุกมื้อ หมูหยองเอย กาแฟดำเอย น้ำจิ้ม แม็กกี้ มาหมดดด พอทานกันเรียบร้อยแล้ว เก็บของเตรียมออกเดินทางค่ะ แพ็คเกจทัวร์คุนหมิงที่เราซื้อ เปลี่ยนโรงแรมทุกวันนะคะ เพราะแต่ละโปรแกรมที่ไปเที่ยวอยู่คนละเมืองกันจ้า บันเทิงมากกกก บนรถบัสจะมีไกด์และหัวหน้าทัวร์มาอธิบายและเล่าประสบการณ์หรือประวัติเมืองต่างๆเป็นช่วงๆ เหมือนมาเอนเตอร์เทน สนุกๆค่ะ แต่ส่วนใหญ่เราหลับ 5555555555 เพราะเดินทางไกลพอสมควร จากคุนหมิงไปต้าหลี่ นั่งรถประมาณ 5 ชม. ระหว่างนั่งรถบัสทางทัวร์ก็มีน้ำและขนมมาแจกให้ทานตลอดทาง คือ ดีย์ ข้าวในร้านอาหารมื้อแรกในทัวร์คุนหมิง ร้านอาหารแห่งหนึ่งระหว่างทาง จำไม่ได้ว่าชื่อร้านอะไร อยู่ในแพ็คเกจทัวร์ และที่จีนนั้น กินเบียร์แทนน้ำเปล่า และบนโต๊ะอาหารทุกมื้อก็มีเบียร์ให้ทุกมื้อเลยจ้าา ราคาน้ำเปล่าที่นี่แพงกว่าเบียร์นะคะ ใครที่ทานไม่ได้ ทางไกด์จะมีอาหารเสริมให้ด้วยนะ ไข่เจียวและน้ำพริกกะปิค่ะ อร่อยไม่แพ้ที่ไทย เพราะไกด์เป็นคนพกมา 55555555 ทานเสร็จนั่งรถกันต่อ .. วัดเจ้าแม่กวนอิม Guanyin Temple ในที่สุดถึงสักที ที่แรกเรามากันที่ วัดเจ้าแม่กวนอิม หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อ วัดเจ้าแม่กวนอิมแปลงกาย โดยไกด์เล่าให้ฟังระหว่างเดินทางว่า วัดแห่งนี้มีตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง ในตอนนั้นเองเจ้าแม่กวนอิมได้แปลงกายเป็นหญิงชราแบกก้อนหินใหญ่ไว้ข้างหลัง ขวางเหล่าทหารไม่ให้สามารถเข้ามาตีเมืองต้าหลี่ได้ เมื่อเหล่าทหารเห็นว่าแม้แต่หญิงชรายังแข็งแรงมากขนาดนี้ คนหนุ่มสาวย่อมม่แรงต่อสู้มหาศาลอย่างแน่นอน จึงทำให้ทหารข้าศึกต้องยกทัพกลับไป ทำให้ชาวเมืองรู้สึกศรัทธาจึงร่วมกันก่อสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของเมือง ระหว่างที่ฟังไกด์เล่าไปก็เดินถ่ายรูปไปค่ะ บรรยากาศดี ร่มรื่นมาก ที่สำคัญคนไม่เยอะด้วย อาจจะเป็นเพราะไปเที่ยววันธรรมดา เมืองเก่าต้าหลี่ Dali มาต่อกัน เมืองโบราณต้าหลี่ เมืองเก่าสร้าง1,000 ปีก่อน ถึงแม้ได้ผ่านกาลเวลามาช้านาน แต่เมืองโบราณแห่งนี้ก็ยังคงอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์และสวยตามสถาปัตยกรรมของชาวจีน เราจะเห็นประตูเมืองทั้งด้านใต้และด้านเหนือที่มีสถาปัตยกรรมสอดรับกัน มีถนนสายเก่าแก่ที่ตัดผ่านตัวเมืองโบราณสายหนึ่งซึ่งทุกวันนี้ได้กลายเป็นถนนย่านการค้าที่เจริญคึกคัก ตามสองข้างถนนเต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆ ภายในเมืองโบราณแห่งนี้ยังมีถนนเล็กๆสายหนึ่งจากทางทิศตะวันออกไปสู่ทางทิศตะวันตก ตามสองฟากของถนนสายนี้เต็มไปด้วยภัตตาคารอาหารจีนและอาหารตะวันตก มีกลิ่นอายของทั้งความเก่าแก่และความทันสมัยผสมผสานกันจึงสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้หลั่งใหลกันไปเที่ยวเส้นทางคุนหมิง ต้าหลี่กันเยอะมากๆ พอหัวหน้าทัวร์และไกด์ของเราได้นำเราไปรวมพลและนัดจุดนับพบที่หน้าประตูเมืองเก่าต้าหลี่ คำแนะนำคือให้เดินตรงอย่างเดียวค่ะ อย่าเข้าซอย เพราะกลัวหลงทางกันแล้วจะหาทางออกยาก ซึ่งเวลาในการเที่ยวในเมืองเก่าต้าหลี่มีเวลา 1 ชั่วโมงเท่านั้นนน ! ส่วนใหญ่เดินซื้อของกินและของฝากกันตั้งแต่วันแรกเลย ตัวอย่างรูปด้านบนนี้ คืออะไรไม่รู้คล้ายโรตีกรอบ เลยลองชิมดู อื้อหื้มมม ‘ไม่อร่อย’ 5555555555555555 ดีที่ราคาแค่ไม้ละ 5 หยวน ถือว่าเสียเงินซื้อมาถือถ่ายรูปชิคๆ เมืองลี่เจียง เดินเล่นเมืองเก่าลี่เจียง Dayan Old Town นั่งรถมาต่อกันที่เมืองลี่เจียงค่ะ ช้อปปิ้งสินค้าพื้นเมือง และอาหารพื้นเมืองต่างๆ ให้ทุกท่านได้สัมผัสการช้อปปิ้งที่แตกต่าง เปรียบเสมือนพาทุกท่านย้อนเวลากลับไปจีนเมื่อสมัยก่อน ซึ่งย่านเมืองเก่านี้มีชื่อเสียงจากคูคลองและสะพานที่มีอยู่มากมาย จนได้รับการขนานนามว่า "เวนิสแห่งตะวันออก" และยังเป็นเมืองมรดกโลกอีกด้วย วันศุกร์ จะคึกคักประมาณนี้ รีวิวโดยรวมของเมืองเก่าลี่เจียงคืออากาศดีมากกกก บรรยากาศดีเวอร์มากก สวยจริงจัง ของกินเพียบ !! แนะนำให้มาช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกดินค่ะ แสงเหมาะสำหรับถ่ายรูปจริงๆ เดินเพลิน เดินจนมีลูกทัวร์หลงทาง 5555555 คือมันใหญ่และกว้างมากๆ แต่สุดท้ายไกด์เราก็ไปตามหาลูกทัวร์กลับมาได้อย่างของเต็มไม้เต็มมือ ถือว่าการหลงครั้งนี้ คุ้มมากจ้า ! พอคนครบแล้วเราก็เดินทางต่อเพื่อไปทานข้าวกันที่ร้านอาหารแนะนำในแพ็คเกจทัวร์คุนหมิง ชาบู แซลม่อนและอาหารพื้นเมืองของเมืองลี่เจียง อร่อยอีกแหละ กินได้ทุกอย่างเลย รายการอาหารเยอะมาก สำหรับใครที่ทานไม่ได้สามารถสั่งอาหารใหม่ได้นะคะ รีเควสกับไกด์และหัวหน้าทัวร์ได้เลย ค่ะ วันที่ 3 : อุทยานน้ำหยก – ทุ่งหญ้าหยุนซันผิง – โชว์จางอี้โหม่ว – เมืองฉูฉ่ง วันที่ 3 โดนปลุก 5 6 7 เหมือนเดิม แต่เราไม่ได้ลงไปทานอาหารเช้า เพราะเลือกที่จะนอนต่อ 55555555 อาบน้ำแต่งตัวละลงมานอนบนรถทัวร์ต่อยาวๆ อุทยานน้ำหยก Jade Water Village เขาว่ากันว่าสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ในลี่เจียง เป็นหัวใจทางด้านวัฒนธรรมของชนเผ่านาซี มีความกลมกลืนกับธรรมชาติที่งดงาม ประกอบไปด้วยประตูสวรรค์ มีรูปปั้นแกะสลักด้วยไม้ ข้างขวาเป็นพ่อ ข้างซ้ายเป็นแม่ และน้ำตกมังกรที่ไหลไปตามไหล่เขาโดยจะแบ่งได้เป็น 3 ชั้น ชั้นแรกมีชื่อว่ามังกรออกถ้ำ ชั้นที่สองชื่อมังกรเล่นน้ำ ชั้นที่สามชื่อมังกรโบยบิน และยังมีต้นไม้เทวดา ซึ่งเป็นที่สักการะบูชาของคนในพื้นที่นั้นโดยมีอายุมากกว่า 500 ปี และแหล่งน้ำภายในอุทยานยังมีอุณหภูมิที่เหมาะแก่การเลี้ยงปลาแซลมอน ทางอุทยานจึงได้นำปลาแซลมอลมาเลี้ยงไว้ ท่านจะเห็นเหล่าปลาแซลมอนทั้งสีดำและสีทองว่ายอยู่ในสระน้ำของอุทยาน เที่ยวทุ่งหญ้าหยุนซันผิง Yun Shan Ping จริงๆวันนี้เราต้องได้ขึ้นไปภูเขาหิมะมังกรหยก แต่กระเช้ามันดันปิด เราเลยได้ไปเที่ยวที่ทุ่งหญ้าหยุนซันผิงแทน หยุนซันผิงเป็นทุ่งหญ้าที่รายล้อมไปด้วยต้นสน โดยมีฉากหลังเป็นภูเข้าหิมะมังกรหยก วันที่เราไปหมอกลงอีก เลยไม่เห็นฉากหลังสวยๆ T.T เสียใจ ก่อนขึ้นเขาทางหัวหน้าทัวร์จะแนะนำให้เราซื้อออกซิเจนแบบพกพาด้วยนะคะ เพราะข้างบนนั้นสูง อากาศจะต่ำ เวลาเราเดินเหนื่อยมากอาจจะทำให้เราหายใจไม่ทัน มันดีนะ เพราะเราคนนึงที่หายใจไม่ค่อยสะดวก เลยซื้อพกติดตัวไว้ 1 อัน ราคา 60 หยวน ระหว่างนั่งรถไปคือหนาวมากแม่ สั่น เลยไม่ได้ถ่ายมาให้ดูเลย แต่มันสวยธรรมชาติมากกกก รักประเทศจีนตรงธรรมชาตินี่แหละ พอถึงด้านบนทางทัวร์ก็ปล่อยให้เดินเล่นตามอัธยาสัย เรามัขี้เกียจ เลยถ่ายรูปแต่ตรงจุดนัดพบนี่แหละ หนาวด้วยฝนตกด้วย ยืนกินเนื้อย่างรอ อิอิ นั่งรถลงมาต่อที่เที่ยวใกล้เคียง * อันนี้ประทับใจสุด เพราะสวยมากกก นั่นคือ .. หุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน Blue moon valley หุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน หุบเขาที่มีหิมะปกคลุมเกือบทั้งปี เชื่อกันว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าในลี่เจียง สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงระดับโลก ตั้งอยู่ที่เมืองลี่เจียง ในมณฑลยูนนาน ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ หุบเขาแห่งนี้มีแม่น้ำสีน้ำเงินไหลผ่านหุบเขาอันเขียวชอุ่มของภูเขาหิมะมังกรหยก ว่ากันว่าเมื่อมองจากระยะไกลหุบเขาจะมีลักษณะคล้ายกับพระจันทร์เสี้ยวสีน้ำเงินที่ฝังอยู่บนเชิงเขา แต่วันที่เรานั้น หมอกลง เลยไม่เห็นฉากหลังที่เป็นหุบเขาหิมะ ฝนตกและหมอกลง แต่ไม่สามารถทำอะไร ความสวยงามของหุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงินได้จ้า เคยอ่านแต่บทความ มาเจอของจริงเท่านั้นแหละ เดินไปไกลเลย เดินถ่ายรูปเเพลิน ต้องมาให้ได้สักครั้งนะคะ แนะนำเลย ทางสถานที่มีไฮไลท์ทั้งน้ำตกสีฟ้าที่ไหลลงมาจากหุบเขามังกร และแถมยังมีน้องความยขนหรือจามรี ให้ขี่ถ่ายรูปด้วยเด้อ น้องน่ารักมากกกก มาต่อที่ โชว์จางอี้โหม่ว หรือ Impression Lijiang ท่านชม โชว์จางอี้โหม่ว ซึ่งกำกับการแสดงโดยจาง อี้ โหมว ผู้กำกับชาวจีนที่มีชื่อเสียงก้องโลก ซึ่งจาง อี้ โหมว ได้เนรมิตเวทีการแสดงกลางแจ้งขึ้นมาบนความสูงกว่า 3,000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล โดยมีภูเขาหิมะมังกรหยกเป็นฉากหลังอันอลังการ ซึ่งการแสดงนี้ได้ใช้นักแสดงซึ่งเป็นชาวบ้านกว่า 600 ชีวิต มาโชว์ร้อง เต้น เล่น พร้อมแสง สี เสียง และการแต่งกายแบบสวยงามอลังการ ซึ่งเนื้อหาของการแสดงเป็นการเล่าเรื่องราว ให้ได้รับรู้ถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ของชนเผ่าต่างๆ ในเมืองลี่เจียง ถือว่าเป็นการแสดงโชว์กลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่ตระการตาเป็นอย่างยิ่ง ทางเข้าจะมีของที่ระลึกให้ชมก่อนเดินไปยังจุดชมโชว์โชว์จางอี้โหม่ว ระหว่างก่อนเข้าชม ฝนก็ตกปอยๆ ที่สำคัญเขาในที่นั่งห้ามกางร่มจ้าา มันจะไปบังคนที่นั่งข้างหลัง แต่ทางสถานที่ชมการแสดงเขามีเสื้อกันฝนตัวใหญ่ให้ มันดีนะถ้าไม่เหม็นอับ โชว์จางอี้โหม่วแสดงโดยชาวบ้านเองทั้งหมด ฟิลลิ่งได้มาก ถึงจะฟังไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ แต่ก็พอเดาได้ แนะนำว่าให้มาเที่ยวช่วงฤดูไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ฤดูฝนค่ะ ทรมานมากบอกเลย นั่งหลับ 5555555555555 จบการแสดงของโชว์จางอี้โหม่วแล้ว ก็ได้เวลาเตรียมตัวขึ้นรถกลับไปที่เมืองคุนหมิง และที่พักคืนสุดท้ายอยู่ที่คุนหมิงนั่นเอง จะได้กลับไปสนามบินได้สะดวก จากลี่เจียงไปคุนหมิง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4-5 ชั่วโมงเหมือนเดิม ระหว่างเดินทางก็หลับเหมือนเคย จะมีบางช่วงที่ไกด์และหัวหน้าทัวร์ปลุกขึ้นมาให้เล่นเกม พูดคุย เล่าเรื่องราวของจีนต่างๆ โรงแรมของคืนสุดท้ายนะคะ 4 ดาว นอกจากประทับใจเรื่องธรรมชาติของทัวร์คุนหมิงก็มีโรงแรมอีกหนึ่งอย่างที่ประทับใจค่ะ หลับสบายทุกคืน นี่คือมื้อเย็นของเราแถวโรงแรมค่ะ มันใกล้ย่านถนนคนเดินอะไรสักอย่าง จำชื่อไม่ได้ กินข้าวเสร็จแล้วทางหัวหน้าทัวร์ก็ปล่อยตามอัธยาศัยค่ะ ขอแค่กลับโรงแรมให้ถูกก็พอ 55555555555 วันที่ 4 : เมืองคุนหมิง – วัดหยวนทง – ประตูม้าทองไก่หยก – ถนนคนเดินหนานผิงเจีย มาถึงวันสุดท้ายของทัวร์คุนหมิงแล้วว แอบไม่อยากกลับเหมือนกันนะ ถึงฝนจะตกเกือบทุกวัน แต่วิวและบรรยากาศทั้งสถานที่และระหว่างทางคือดีมาก สวยทุกที่เลย หน้าตามื้อเช้าที่โรงแรม เราเลือกกินแค่อย่างเดียว และขอกาแฟดำจากไกด์หัวหน้าทัวร์ค่ะ มื้อเช้าไม่ค่อยหิว TT ง่วง วัดหยวนทง Yuan Tong Temple ไกด์เล่าให้ฟังว่าวัดหยวนทงเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุด อีกทั้งยังถือได้ว่าเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในมณฑลยูนนานอายุราวๆประมาณ 1,200 ปี วัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง นำท่านเดินเยี่ยมชมภายในวัด ที่กลางลานประกอบไปด้วยสระน้ำขนาดใหญ่สีมรกต ตรงกลางสระมีศาลาแปดเหลี่ยมพร้อมกับสะพานเชื่อมซึ่งท่านสามารถเดินข้ามไปเยี่ยมชมได้อีกด้วย ประตูม้าทองไก่หยก และ ช้อปปิ้งหนานผิงเจีย ประตูม้าทองไก่หยกเป็นประตูศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของอาณาจักรยูนนานโบราณเชื่อว่าใครได้ลอดประตูแห่งนี้ แล้วจะทำให้ศิริมงคลเพิ่มขึ้น ไปค่ะไปรอด ใครที่มาคุนหมิงแล้วไม่ได้มาถ่ายรูปกับประตูม้าทองไก่หยกคือไม่ได้นะแกกกกก ต้องถ่ายเดี๋ยวไม่ถึง จุดเด่นของจัตุรัสจินปี้ คือ ซุ้มประตูสองแห่งที่ตั้งหันหน้าเข้าหากัน คือ ประตูม้าทอง และประตูไก่มรกต สามารถถ่ายรูปได้สองฝั่งเลย โดยรอบก็มีร้านค้ามากมาย ทั้งของฝากและของกิน ให้เราสามารถเดินช้อปปิ้งกันอย่างจุใจ ภายในเวลา 1 ชั่วโมงค่ะ ถือว่านานอยู่เหมือนกัน เดินไปเดินมา เดินไปกินไป ซื้อของฝากกลับมาฝากเพื่อน เราเลือกซื้อพวกหมาล่า เนื้อ และเค้กกุหลาบ เขาว่ามันขึ้นชื่อสำหรับจีนนะ แต่บางคนชิมแล้วก็ไม่ชอบ เพราะมันกลิ่นแรง พอถึงเวลานัดเราก็ได้ฤกษ์กลับไทยกันแล้วจ้าาา รอรถบัสมารับและไปส่งที่สนามบิน สรุป รีวิวทัวร์คุนหมิง ต้าหลี่ ลี่เจียง จัดเต็มฉบับ 4 วัน 3 คืน พอได้ไปสัมผัสประสบการณ์ทัวร์คุนหมิงมาแล้ว ประเทศจีนไม่มีอะไรน่ากลัวอย่างที่เราคิดเลย ติดแค่ว่าถ้าเราไม่รู้ภาษาก็จะลำบากหน่อย ถ้าหาคนรู้ภาษาจีนไปด้วย หรือได้ศึกษาไปหน่อยก็ไม่ยากจนเกินไปแน่นอน ที่สำคัญธรรมชาติสวยมาก ยกเว้น ห้องน้ำ ห้องน้ำจีนตามคำล่ำลือคือกลับมาเราสามารถเข้าสาธารณะได้ทุกรูปแบบ เพราะเจอมาหนักจากจีนนี่แหละค่ะ แต่ไกด์จะแนะนำว่าสถานที่ไหนห้องน้ำดีที่สุด ดีของไกด์ก็คือคนไทยสามารถทนเข้าได้นะคะ โดยรวมคือสนุก ประทับใจมากค่ะ ทั้งสถานที่เที่ยว มื้ออาหาร หัวหน้าทัวร์และเพื่อนร่วมทาง ไปเที่ยวกับทัวร์ดีไหม ? ข้อดี: ถูกกว่าไปเอง เก็บสถานที่สำคัญครบ ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก เพราะทางบริษัททัวร์และไกด์จัดการให้หมดทุกอย่าง + ได้เพื่อนใหม่จากทัวร์กลุ่มเดียวกัน ให้ไกด์ต่อราคาแม้ค้าพ่อค้าคนจีนได้ถูกลงกว่าซื้อเองเยอะ ข้อเสีย: เวลาแต่ละที่จำกัดมาก ต้องตามติดไปกับทัวร์ตลอด ต้องรอลูกทัวร์หลายคน นั่งรถนานมากโดยเฉพาะบางเมือง ถ้าไปเองอาจจะเดินทางได้เร็วกว่า ที่สำคัญ ต้องตื่นตามตารางเวลาที่ทัวร์กำหนดไว้ ตัวอย่างของฝากจากสนามบินคุนหมิง เย้ จบการรีวิวเที่ยวทัวร์คุนหมิง ต้าหลี่ ลี่เจียง จัดเต็มฉบับ 4 วัน 3 คืน แล้วน้าาา ไว้ถ้าครั้งหน้ามีไปเที่ยวอีก จะนำมารีวิวให้ทุกคนได้อ่านกันค่ะ บอกเลยว่าการเดินทางไปกับทัวร์ก็สนุกไม่แพ้ไปเที่ยวเองเลย ฝากถึงคนที่ยังไม่กล้าไปเที่ยวจีนนะคะ ลองไปดูสักครั้ง ไปกับทัวร์ก่อนก็ได้ รับรองว่ากลับมาแล้วจะอยากกลับไปอีกแน่นอนนนน ขอขอบคุณรีวิวจากคุณลูกค้าเส้นทางคุนหมิง ต้าหลี่ ลี่เจียง
เที่ยวเกาหลี 4 วัน 3 คืน แบบสายชิล เน้นกิน ช้อปปิ้ง ย่านฮงแด และ เมียงดง
พาเที่ยว
เกาหลี
เที่ยวเกาหลี 4 วัน 3 คืน แบบสายชิล เน้นกิน ช้อปปิ้ง ย่านฮงแด และ เมียงดง
อันยองฮาเซโย ~ ใครที่เที่ยวเกาหลีแล้วเบื่อพระราชวัง และการไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในเกาหลีแล้วบ้างคiรับ วันนี้ทัวร์ครับเอาใจสายชิล ที่อยากเที่ยวเกาหลี เวอร์ชั่น ช้อป ชิม แช้ะ เพราะรอบนี้เราจะพาไปเที่ยวเกาหลีฉบับสายชิล ไม่รีบร้อน ที่สำคัญ เราเน้นช้อปปิ้งสินค้าเกาหลี และหา Street Food อาหารเกาหลี อร่อยๆ ทานกัน ว่าแล้วเราก็ไปเริ่มทริปกันเลย จองทัวร์เกาหลี กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub) เกาหลี วันที่ 1 เราเลือกไฟลท์บินเกาหลีตรงจากกรุงเทพมาลงที่สนามบินอินชอนประมาณสายๆ ของที่เกาหลี เพื่อที่เราจะได้มีเวลากับการเที่ยวเกาหลีได้อย่างเต็มที่ ก่อนที่เราจะออกจากสนามบินเราต้องมีการเตรียมตัวดังนี้ คือ หาซื้อซิมกับซื้อบัตร T Money ค่ะ ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้สามารถซื้อได้ที่ร้าน 7-11 , CU และ GS25 ซึ่งมีอยู่ภายในสนามบิน ซิมที่นี่มีให้เลือกไม่เยอะ เพราะซิมที่เกาหลีจะเป็นแบบลงทะเบียนรายเดือน สำหรับของนักท่องเที่ยวแล้ว จะมีซิมเกาหลี สำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ โดยให้เลือกแบบเป็นวันค่ะ หรือใครจะซื้อซิมจากเมืองไทยมาก็ได้นะ สัญญาณดีไม่ต่างกันเลย การเดินทางจากสนามบินอินชอนเพื่อเข้าเมืองมีอยู่ 2 วิธี คือนั่งบัส กับ รถไฟ ซึ่งราคากับความสะดวกสบายก็จะต่างกัน ถ้านั่งรถไฟ จะมีไปลงสถานีเชื่อมต่อ อย่างเช่น Seoul Station หรือ Honggik University แต่ถ้าที่พักเราผ่านสถานี Airport Bus ก็สามารถนั่งบัสยาวๆไปลงได้เลยค่ะ ซึ่งที่พักเรามีรถบัสสนามบินผ่านพอดี เราเลยเลือกนั่งบัสในราคา 16,000 วอน ใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 1 ชั่วโมงนิดๆ เอง หลังจากที่เรานำของเข้าไปเก็บที่โรงแรมแล้ว เราก็ออกมาเดินเล่นชมเมืองรอเลยค่ะ เพราะโรงแรมที่เกาหลีให้เช็คอินบ่าย 3 เป็นต้นไป ใครที่ขี้เกียจรอ เลือกไฟลท์มาถึงเย็นๆก็ได้นะ :) ซึ่งระหว่างนี้ปฏิบัติการช้อปปิ้งเราก็ได้เริ่มเลยทันที ร้านแรกที่เราเลือกไปคือร้าน Recoder factory ค่ะ เป็นร้านขายของที่ระลึกของ illustator Artist ใครที่ชอบน้องเบค่อนในตำนานล่ะก็ ต้องมาโดนที่ร้านนี้นะ ภายในร้านไม่ใหญ่มาก แต่ขอกุ๊กกิ๊กน่ารักไปหมดเลย ร้านนี้มาไม่ยาก แต่อาศัยการเดินนิดนึง ซึ่งเราต้องลงรถไฟฟ้าสถานี Hapjeong ทางออกที่ 7 ลองเสิร์ชใน City Map ได้ สินค้าที่ร้าน Recorder Factory จะเป็นของกุ๊กกิ๊ก น่ารักๆประเภท พวงกุญแจ กระเป๋า สมุดโน๊ต ตุ๊กตา ราคามีตั้งแต่ 3,000 วอนจนไปถึงหลานหมื่นวอนเช่นกัน เข้ามาร้านนี้ต้องประคองสติตัวเองให้ดีๆนะคะ ไม่งั้นอาจจะช้อปปิ้งเพลินได้ :) จากสถานี. Hapjeong เราก็นั่งกลับไปที่สถานี Hongik University กันค่ะ เพราะท้องเริ่มร้อง มาเกาหลีทั้งทีเราจะไม่พลาดของกินเด็ดๆที่นี่เด็ดขาด ดังนั้นเราเลยจะไปตามหาร้านปูดองในตำนานกันค่ะ จากสถานี Honggik University เดินมาประมาณ 10 นาที เราจะเจอกับร้าน Hongik Gejang ซึ่งเป็นร้านปูดองแบบ Refill ซึ่งสั่งได้ไม่อั้นเลย ราคาเริ่มต้นที่ 17,900 วอนเท่านั้น มื้อนี้เป็นครั้งแรกเลยที่ได้ลองชิมเจ้าปูดองซีอิ๊ว อร่อยดีนะ แต่ทานไปทานมาแอบเลี่ยน นอกจากปูดองซีอิ๊วแล้ว ยังปูดองโคชูจังอีกด้วยนะ อันนี้อร่อยดี อิ่มท้อง อิ่มใจกันไปแล้ว ก็ได้เวลาไปละลายทรัพย์กันแล้ว เราเริ่มที่ย่านฮงแดกันเลย ฮงแด เรียกได้ว่าเป็นย่านที่คึกคักตั้งแต่กลางวันไปจนถึงกลางคืนเลย มีร้านค้ามากมาย เสื้อผ้าก็ไม่แพง เป็นย่านช้อปปิ้งในเกาหลีที่ใหญ่อีกย่านหนึ่งเลยนะ ร้านแรกที่เราจะพาไปช้อปนั่นก็คือ ร้านรองเท้า กระเป๋า Shoopen นั่นเอง ร้านนี้มีรองเท้าและกระเป๋ามากมายให้เลือกช้อป ที่สำคัญยังเป็นร้านรองเท้าในเกาหลีที่ราคาไม่แพงอีกต่างหาก รองเท้าราคาเริ่มต้นที่ 10,000 วอนเท่านั้น ที่สำคัญ ขอ Tax Refund ที่ร้านได้เลยค่ะ นอกจากร้านรองเท้าแล้ว ในย่านฮงแด ยังมีร้านเสื้อผ้าดังๆขวัญใจสาวๆอีกเพียบเลย ซึ่งเราได้ไปแวะ 2 ร้านดังในเกาหลีมา อย่าง Style Nanda และร้าน Chu 2 ร้านนี้อยู่ตรงข้ามกันเลยนะ ภายในร้าน Style Nanda มีทั้งหมด 2 ชั้น มีทั้งเสื้อผ้าและเครื่องสำอางขาย และภายในร้านมีตู้สติกเกอร์ให้เราได้ไปถ่ายรูปเล่นกับเพื่อนด้วยนะคะ สำหรับฝั่งตรงข้ามร้าน Style Nanda จะเป็นร้าน Chu เสื้อยืดน่ารักๆราคาเริ่มต้นที่ 9,000 วอน แต่ถ้าได้มาร้าน Chu แล้วต้องไม่พลาดที่จะสอยกางเกงยีนส์ของร้านนี้เด็ดขาด เพราะกางเกงยีนส์ร้าน Chu นั้นมีชื่อรุ่นว่า -5 kg เพราะใส่แล้วสาวๆจะดูผอมลงเหมือน น้ำหนักหายไป 5 กิโล ยังไงอย่างนั้น กางเกงยีนส์ที่ร้าน Chu มีอให้เลือกเยอะมากๆ นึงเป็นอีกร้านเสื้อผ้าในเกาหลีที่สาวๆควรมาช้อปปิ้งดูสักครั้งนะคะ เกาหลีวันที่ 2 หลังจากที่เมื่อวานเราตะลุยช้อปปิ้งย่านฮงแดไปแล้ว วันนี้เราขอพาไปถ่ายรูปชิคๆกันที่ตึก Coex ดีกว่าค่ะ หากใครที่เล่น IG บ่อยๆจะพบว่า มีสถานที่แห่งหนึ่งเหมือนเป็นห้องสมุดที่มีชั้นหนังสือสูงมากๆ สถานที่นี่คือ Coex Mall Starfield Library ค่ะ การเดินทางไม่ยากเล่น นั่งรถไฟมาลงสถานี Coex ได้เลย ซึ่งตัว Coex Mall Starfield Library เอาจะเชื่อมต่อกับห้างสรรพสินค้าและโรงแรมด้วย ถ่ายรูปเสร็จแล้วก็สามารถเดินช้อปปิ้งต่อได้เลย หรือถ้าใครเป็นแฟนคลับศิลปินค่าย SM ละก็ ที่ Coex ก็เป็นที่ตั้งของ SM Musuem ด้วยนะ ข้างบนเป็นพิพิธภัณฑ์ของศิลปินค่าย SM และยังมี SM Cafe ด้วย ไปนั่งฟินๆ ดูลายเซ็นและช้อปปิ้งสินค้าที่ระลึกกันได้ หลังจากที่เราฟินกับมุมถ่ายรูปสวยๆ และฟินไปกับศิลปินในดวงใจไปแล้ว เผลอแปปเดียวก็แอบเย็นแล้วค่ะ รอบนี้เราเตรียมท้องไปหาอะไรกินที่ย่านเมียงดง ต้องขอเตือนก่อนว่า นอกจากร้านค้าจะเยอะแล้ว Street Food ที่เมียงดงก็ไม่แพ้ใครอีกด้วย มาเที่ยวเกาหลีทั้งทีจะพลาด Street Food ที่เกาหลีได้ยังไง ที่เมียงดงเองก็มีร้าน Street Food เด็ดๆอยู่หลายร้านเลยนะ ทั้งต๊อกบกกิ ไก่ทอด ไอศครีม ไม่ต้องทานข้าวเย็นแล้วล่ะ นอกจาก Street Food จะมีให้เราเลือกทานเยอะแยะแล้ว ข้างในตลาดเมียงดง ยังมีบรรดาร้านอาหารอีกเพียบเลย มีร้านอาหารของดาราดังต่างๆด้วยนะ เกาหลีวันที่ 3 ที่เกาหลีเองก็มีพวก Art Exhibition มาจัดแสดงค่อนข้างหลากหลาย และโชคดีมากๆที่ช่วงที่เราอยู่ที่เกาหลีนั้นมีจัดงานแสดงผลงานศิลปะพอดี โดยสถานที่ ที่เราจะไปในวันนี้นั้นมีชื่อว่า Piknic ค่ะ การเดินทางก็ไม่ยาก ลงสถานี Seoul Station เดินต่อมานิดหน่อยก็จะเจอสถานที่แห่งนี้แล้วค่ะ ผลงานการจัดแสดงในช่วงนี้จะเป็นของ Peter Pabst ซึ่งได้นำสี ขาว แดง ชมพู และเขียว มาจัดแสดงให้เป็นนิทรรศการศิลปะให้เราได้ถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน อ้อ สำหรับนิทรรศการนี้เขาไม่อนุญาตให้เรานำกล้องเข้าไปนะคะ ถ่ายได้เฉพาะมือถือเท่านั้นค่ะ แต่ไม่ต้องห่วง ก่อนเข้าไปในนิทรรศการ เขามีล๊อกเกอร์ให้เราได้เก็บของส่วนตัวได้ค่ะ ซึ่งดาดฟ้าข้างบน Piknic นั้นสามารถมองเห็นวิวเมืองกรุงโซล และ ตึกนัมซานทาวเวอร์ได้ด้วยนะ สำหรับวันนี้เราจะเป็นคาเฟ่ฮอปเปอร์กัน หลังจากที่เราถ่ายรูปที่ Piknic กันเสร็จแล้ว อีกจุดแลนด์มาร์คสำคัญที่ใครมาเกาหลีแล้วไม่ควรพลาดที่จะไปถ่ายรูปนั่นก็คือ มหาวิทยาลัยอีฮวา หรือย่าน อีแด นั้นเองค่ะ จาก Piknic ไป เราสามรถนั่งรถไฟไปลงสถานีอีฮวาได้เลย สำหรับใครที่อยากช้อปปิ้งละก็ หากได้มาแถวอีฮวาอาจจะมีล้มละลายกันบ้างแหละ เพราะเสื้อผ้าที่นี่ราคาไม่แพงเลย บางร้านเริ่มต้นที่ 5,000 วอนเท่านั้น แถวแม่ค้าที่นี่ยังเชียร์เก่งอีกด้วยนะ เราเดินเล่นกันหน้ามหาวิทยาลัยก็สะดุดตากับคาเฟ่ร้านหนึ่งค่ะ ซึ่งเขาบอกว่า เขามีเมนู Nitro ด้วย อะ ไหนๆ เดินผ่านแล้วก็ลองสักหน่อยแล้วค่ะ ซึ่งเมนูที่เราเลือกลองในวันนี้ก็คือ ชานมไข่มุกแบบไนโตร ก่อนจะจบวัน ทางเราเพิ่งนึกได้ว่า มาเกาหลีแล้วยังไม่ได้กิน ปิ้งย่างเลย เนื่องจากเราพักไม่ไกลจากฮงแดมาก เราเลยเลือกที่จะกลับไปยังฮงแด เพื่อเดินซื้อของเพิ่มเติม และหาหมูย่างกิน เป็นอาหารเย็นกัน ย่านฮงแดเรียกได้ว่าคึกคักทั้งวันเลยจริงๆนะ ตั้งแต่เช้าจนถึงดึกๆ เป็นย่านที่ไม่เงียบเหงาเลย ที่ฮงแดมีร้านปิ้งย่างหลายร้านให้เลือกค่ะ ด้วยความหิว เงยหน้าเจอร้านไหนก็คือเข้าร้านนั้นเลยทันที ที่นี่เขาจะเน้นเป็น A La Cart มากกว่าบุฟเฟ่ต์ แต่พวกเครื่องเคียงต่างๆเราจะต้องดูแลตัวเองนะ สามารถเดินตักได้เลย มาเที่ยวเกาหลีทั้งที ก็ต้องกินปิ้งย่างเกาหลีอะเนอะ ร้านที่เราเขามาทานนอกจากจะมีปิ้งย่างแล้วยังสั่งเมนูอื่นเพิ่มได้อีกด้วย หิวขนาดนี้ ก็ต้องขอเพิ่มบิบิมบับกันแล้ว หลังจากอิ่มกับปิ้งย่างเกาหลีไปแล้ว ทางเราเห็นป้ายของหวานแว้บๆ ใช่แล้วค่ะตรงข้ามกับร้านปิ้งย่างมีร้านขายวาฟเฟิลไอติม แหม ใครจะพลาดละ หลังจากจ่ายเงินค่าปิ้งย่างเกาหลีแล้ว ก็รีบไปสั่งวาฟเฟิลร้านตรงข้ามกันเลยค่ะ แอบเห็นลายเซ็นดาราไทยที่นี่ด้วยนะ ร้านมีชื่อว่า Better Than Waffle ค่ะ เกาหลีวันที่ 4 วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วที่เราจะได้เที่ยวเกาหลี เอาจริงๆแล้ว ระยะเวลามันแอบสั้น แต่อย่างที่บอกไปว่าทริปนี้เราเน้นชิล กิน และช้อปปิ้ง โซนที่เราอยู่ก็เลยหนีไม่พ้นแหล่งช้อปปิ้งของเกาหลีซะเท่าไหร่วันนี้เริ่มต้นวันโดยการไปแวะคาเฟ่ร้านหนึ่งที่ดังมากๆใน Instagram ค่ะ ร้านนี้มีชื่อว่า Cafe Skon เป็นร้าน Stand alone อยู่ในซอยแถวๆฮงแด เปิด GPS เดินตามมาได้ง่ายๆเลย ร้านตกแต่งสีสันสดใส คาเฟ่เกาหลี มีเยอะมากๆ แต่ละร้านก็น่ารักไม่แพ้กัน ราคาคาเฟ่ในเกาหลีถือว่าแพงกว่าที่เมืองไทยประมาณนึงเลย อีกอย่างทางร้านเขาจะให้เราสั่งอย่างน้อยคนละ 1 เมนูค่ะ ภายในร้านมีหลายโซนให้เราได้เลือกนั่งค่ะ ไม่ว่าจะไปชั้นล่างที่มีทั้งบริเวณ In door และ out door ซึ่งข้างบนของร้านยังเปิดเป็นดาดฟ้าอีกด้วย วันไหนอากาศดีๆ นั่งทานขนมจิบกาแฟ ถ่ายรูปเล่นคงจะดีไม่น้อย คาเฟ่เกาหลี นี่เขาออกแบบมาได้น่ารักจริงๆเลยนะ ร้านนี้จะดังเรื่อง สโคน กับคุ้กกี้ โดยเราสั่งเครื่องดื่มคนละอย่าง พร้อมขนมอีก 3 อย่าง ราคาแรงใช้ได้เลย ฮ่าๆ แต่ต้องบอกก่อนว่า ร้านนี้นั้นใช้มือวาดถุงและลวดลายต่างๆบนกล่องขนมทั้งหมดเลยนะ แถมขนมของทางร้านแต่ละชนิดยังมีหน้าตาหน้ารักแตกต่างกันออกไปด้วย เที่ยวเกาหลีรอบนี้เรียกได้ว่าเป็นทริปกินและช้อปปิ้งที่แท้จริง ใครที่เคยมาเที่ยวเกาหลีแล้ว อยากลองมาเที่ยวเกาหลีแบบประสบการณ์ใหม่ๆ ลองมาเที่ยวแบบชิลๆ เน้นช้อปปิ้งตามตลาดต่างๆ หาของอร่อยๆทาน แวะคาเฟ่เก๋ๆ แค่นี้ก็สามารถ Made your trip ได้แล้วค่ะ หรือถ้าหากใครที่อยากท่องเที่ยวเกาหลีแบบจัดเต็ม แต่ไม่อยากเหนื่อยเตรียมทุกอย่างเอง ทัวร์ครับ ก็มีแพคเกจเที่ยวเกาหลีหลากหลายแบบให้คุณได้เลือกด้วยเช่นกัน :) ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น "ทัวร์ครับ" จองง่าย จ่ายสะดวก iOS / Android