ทัวร์ครับพาเที่ยว
รวมเรื่องเที่ยวรอบโลก สาระน่ารู้ บทความรีวิว ท่องเที่ยวในต่างแดน
Northern Lights In Russia ! มุมดูแสงเหนือ รัสเซีย สวยสะกดทุกหัวใจ
พาเที่ยว
รัสเซีย
Northern Lights In Russia ! มุมดูแสงเหนือ รัสเซีย สวยสะกดทุกหัวใจ
เที่ยวรัสเซีย ชมแสงเหนือ กับ ทัวร์ครับ ดังนั้นวันนี้ Tourkrub จะมาช่วยให้ฝันนั้นของเพื่อนๆ สำเร็จเอง Tourkrub ขอแนะนำสถานที่ดูแสงเหนือที่ไม่ต้องขอวีซ่านั้นคือประเทศรัสเซีย ต้องบอกก่อนว่าถึงแม้จะเป็นประเทศที่การเดินทางไปไม่ยุ่งยากไม่ต้องขอวีซ่า แต่คนที่ชอบหลงตัวแม่อย่างเราก็เลยต้องเลือกใช้บริการทัวร์ เพราะทำให้การเดินทางไปดูแสงเหนือของเราครั้งแรกนี้ง่ายและสะดวกสบายขึ้นมากๆ นี่ยังแอบคิดอยู่ว่าถ้าไปเองป่านนี้คงเก็บซากตัวเองกลับมาไม่หมดแน่ๆ เพราะภารกิจครั้งนี้ถือว่ามีความท้าทายสูงอยู่เหมือนกันไม่ใช่การไปเที่ยวต่างประเทศช้อปปิ้งแบบธรรมดาๆ เหมือนทริปก่อนๆ อีกแล้ว เกริ่นกันพอหอมปากหอมคอแล้ว เรามาดูกันดีว่าจะเป็นยังไงกับการตะลุยแสงเหนือรัสเซียครั้งแรกของเราและพวกพ้อง! ช่วงเวลาที่เหมาะสมชมแสงเหนือ รัสเซีย แนะนำเดินทางช่วงปลายเดือนตุลาคม ถึง ต้นเดือนมีนาคมเพราะถือเป็นช่วงเวลาที่สามารถเห็นแสงเหนือได้ดีที่สุด!! ช่วงต้นเดือนมีนาคม หรือ ต้นตุลาคม เป็นช่วงดีที่สุดในการชมแสงเหนือ รัสเซีย เพราะกลางคืนจะนานกว่ากลางวันอยู่ และอากาศจะไม่หนาวทรหดไป ในขณะที่ช่วงเดือนธันวาคมหรือเดือนมกราคม เวลาในกลางคืนมันนานมากเกินไปจนทำให้ไม่มีเวลาในการเที่ยวสถานที่ต่างๆ เที่ยวรัสเซีย แสงเหนือ วันที่ 1 เดินทางจากสนามบินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมายังท่าอากาศยานโดโมเดโดโวประเทศรัฐเซีย การเดินทางกินเวลาเกือบทั้งวัน ทำให้หมดไป 1 วันเต็มๆ กับการเดินทาง วันนี้ยังไม่มีอะไรมากเพราะการเดินก็ใช้เวลาไปเกือบค่อนวันเลยตัดสินใจหาอาหารทานและเข้าที่พักที่ตัวเมืองมอสโคว์และพักผ่อนพร้อมรับมือพรุ่งนี้ เที่ยวรัสเซีย แสงเหนือ วันที่ 2 พิกัด: Kremlin ตื่นมาพร้อมกับบรรยากาศในกรุงมอสโคว์ วันนี้เราจะพาไปชมสถานที่ชื่อดังในกรุงมอสโคว์กัน สถานที่แรก พระราชวังเครมลิน (Kremlin) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1147 โดยมงกุฎราชกุมารแห่งนครเคียฟ เจ้าชายยูริ โดลโกรูกี ตามความเชื่อของชาวรัสเซียเครมลินคือที่สถิตย์ของพระเจ้า ปัจจุบันพระราชวังเครมลินได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์และที่ตั้งสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น สภาคองเกรส หอระฆังของอีวานมหาราชและสิ่งก่อสร้างอื่นๆอีกมากมาย เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะเคยเห็นภาพกันมาบ้างแล้ว เราเองก็เช่นกัน แต่พอได้มาเห็นของจริงแล้วได้แต่พึมพำกับเพื่อนว่าโอ้โหหห...มันสวยมากจริงๆ สถานที่สองที่เราจะไปกันก็คือ พิพิธภัณฑ์อาร์เมอร์รี่แชมเบอร์ (State Armory Museum) ที่อยู่ในบริเวณพระราชวังเครมลิน พิพิธภัณฑ์นี้เป็นสถานที่เก็บสมบัติล้ำค่ากว่า 4,000 ชิ้น เช่น อาวุธต่างๆ ที่ใช้ในการรบ และเครื่องทรงของกษัติย์พระเจ้าซาร์และซารี ซึ่งมีความเก่าแก่อย่างมากและหาดูได้ยากมากเช่นกัน แต่วันนี้เรามาถึงแล้ว รู้สึกเหนืออ่ะว่ามั้ย สถานที่สาม จัตุรัสแดง (Red Square) คำว่าสีแดงในความหมายรัสเซีย คือ สิ่งสวยงาม จัตุรัสแดงสร้างในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นลานกว้าง และเป็นเวทีของเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของรัสเซีย ไม่ว่าจะเป็นงานเฉลิมฉลองทางศาสนา การประท้วงทางการเมือง ปัจจุบันใช้จัดงานในช่วงเทศกาลสำคัญต่างๆ เที่ยวรัสเซีย แสงเหนือ วันที่ 3 หลังจากเมื่อวานหมดวันไปกับมอสโคว์วันนี้ก็ได้เวลาพิชิตภารกิจที่เราตั้งใจจะมากันนั่นก็คือ เราจะพาไปล่าแสงเหนือ รัสเซีย กัน! ในตอนเช้าเราออกเดินจากโรงแรมไปยังสนามบินปลูโกโว เพื่อเดินทางไปเมืองมูรมันสก์ ซึ่งเมืองมูร์มันสค์ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย ติดกับฟินแลนด์และนอร์เวย์ ซึ่งเป็นเมืองท่าที่สําคัญในการมุ่งหน้าออกสู่มหาสมุทรอาร์คติกและเมื่อเราเดินทางมาถึงเมืองมูรมันสก์ ก็เข้าที่พักเตรียมตัวออกล่าแสงเหนือ รัสเซีย กัน แน่นอนเมื่อถึงเวลาประมาณ 4 ทุ่มกว่าเหล่านักท่องเที่ยวก็ต่างพากันเดินออกมาจากพักเพื่อเตรียมตัวพิชิตแสงเหนือ รัสเซียกัน วินาทีที่เราเห็นแสงเหนือของจริงนั้นคงไม่มีคำไหนสามารถอธิบายเป็นตัวหนังสือได้อีกแล้ว เพราะมันสวยจับจิตจริงๆ เมื่อมองบนท้องฟ้าเราจะได้เห็น แสงเหนือสีเขียว พาดผ่านบนท้องฟ้ามีความสวยงามทำให้ชวนยืนนิ่งแล้วมองความงดงามของแสงอีกหนึ่งความงดงามของธรรมชาติที่เราไม่สามารถสร้างขึ้นได้เอง ถึงสร้างขึ้นได้เราก็เชื่อว่าความรู้สึกปริ่มแบบนี้มันไม่เหมือนกันแน่นอน ใครกำลังตัดสินใจอยู่ เลิกคิดถึงปัญหาแล้วมาเถอะมันดีจริงๆ เที่ยวรัสเซีย แสงเหนือ วันที่ 4 พิกัด: Sami Village หลังจากเมื่อคืนเรากลับไปนอนปริ่มใจที่ได้เห็นแสงเหนือที่รัสเซียด้วยตาตัวเองแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้นเราก็เตรียมตัวเดินทางไปยัง หมู่บ้านซามิ (Sami Village) เป็นหมู่บ้านชาวพื้นเมืองที่รัสเซีย ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่โด่งดังเรื่องฟาร์มสุนัขฮัสกี้ลากเลื่อน (Husky Sledding) แกเอ้ยยยที่เราจะได้ชมความน่ารักของเจ้าสุนัขฮัสกี้สุดแสนจะน่ารักก และยังได้ชมวิถีชีวิต ศิลปะวัฒนธรรม ประเพณี และการแต่งกายของ ชาวพื้นเมืองซามิ จากนั้นเดินทางเข้าที่พักเพื่อเตรียมตัวล่าแสงเหนือกันอีกครั้ง ใช่ครับ เมื่อคืนยังไม่จุใจเราต้องเก็บบรรยากาศอีกครั้งนึงให้มันคุ้มๆ กันหน่อยย เนี่ยมาทัวร์รัสเซียมันดีอย่างงี้แหละรู้ใจลูกค้ามากก ที่สำคัญสถานที่แห่งนี้ขึ้นชื่อว่าแสงเหนือจะมองเห็นได้ชัดเจนแต่ว่าขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและสภาพอากาศในช่วงนั้นๆ ซึ่งในวันนี้แสงเหนือมาตอน 3 ทุ่ม 40 นาที และเหล่านักเที่ยวจำนวนไม่น้อยต่างพากันเอากล้องออกมาถ่ายเก็บแสงออโรร่ากัน เราก็เช่นกันหลังจากเมื่อวานมัวยืนมองเก็บภาพด้วยตาเปล่าแล้วลืมถ่ายรูปซะอย่างนั้น เที่ยวรัสเซีย แสงเหนือ วันที่ 5 พิกัด: Peterhof Palace พิกัด: Bronze Horseman คณะเดินทางกลับมายังกรุงมอสโคว์ที่ สนามบินนานาชาติโดโมเดโดโว ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง โดยเราจะกลับมาเที่ยวในกรุงมอสโคว์อีกหนึ่งคืน และมีโอกาสได้ไปเก็บแต้มอีกที่นั่นก็คือที่ พระราชวังฤดูร้อนเปโตรโวเรสต์ (Peterhof Palace) นั่งรถบัสออกจากโรงแรมไปยังเมืองปีเตอร์ฮอฟ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก พระราชวังห่างจากตัวเมืองไปทางตะวันตก 29 กิโลเมตร เมื่อเดินทางมาถึงบอกเลยว่าคุ้มมาก เราเป็นอีกหคนที่ชอบการชมสถาปัตยกรรมแบบนี้ ที่นี่มีประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่และสถาปัตยกรรมมีความโดดเด่นอย่างมากและยังมี อนุสาวรีย์พระเจ้าปีเตอร์มหาราช (Bronze Horseman) ที่เป็นแลนด์มาร์คของเมืองนี้ เมื่อชมนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเสร็จแล้วก็ถึงเวลาเดินทางกลับไปยังที่พักที่กรุงมอสโคว์ เที่ยวรัสเซีย แสงเหนือ วันที่ 6 พิกัด: Izmailovsky Market เดินทางไปยัง ตลาดอิสเมลอฟสกี้ (Izmailovsky Market) ตลาดศูนย์กลางที่ใหญ่ที่สุดของเมือง และตลาดหัตถกรรมที่ใหญ่ที่สุดในมอสโคว์ ที่นี่เราจะได้อิสระช้อปปิ้งของฝากสินค้าพื้นเมืองต่างๆมากมาย ของที่ระลึกต่างๆ ที่เป็นงานหัตถกรรมอันสวยงามของชาวรัสเซีย พร้อมทั้งเก็บบรรยากาศในเมืองมอสโคว์และได้เดินทางไปยังสนามบินนานาชาติโดโมเดโดโว เพื่อเดินทางไปยังสนามบินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทัวร์แสงเหนือที่รัสเซียถือเป็นอีกหนึ่งทริปที่แน่นๆ จุกๆ เลยก็ว่าได้ คุ้มค่ากับการเดินทางไกลสุดๆ เพราะเราได้ทุกอย่างที่ตั้งลิสต์เอาไว้เลยแถมมีความพิเศษได้ชมเมืองมอสโคว์อีกด้วย ถ้ามีโอกาสรัสเซียก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เราอยากจะไปซ้ำอีกครั้ง ทัวร์รัสเซีย ราคาสุดคุ้ม เริ่มต้นที่ 27,999 บาท เท่านั้น !
7 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ ‘ฮอกไกโด’ ไม่มาถือว่าพลาด!
พาเที่ยว
ญี่ปุ่น
7 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ ‘ฮอกไกโด’ ไม่มาถือว่าพลาด!
ใกล้เข้ามาแล้วกับฤดูกาลชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ฮอกไกโด สุดโรแมนติกมีแพลนในใจกันรึยังว่าจะไปที่ไหนดี ถ้ายังไม่มีเราขอแนะนำเมืองยอดฮอตฮิตติดอันดับของญี่ปุ่นอย่างเมืองเล็กๆ ที่แสนจะอบอุ่นอย่างเมือง ‘ฮอกไกโด’ ทัวร์ครับ รวมมาให้แล้วกับ 10 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ ‘ฮอกไกโด’ จดลิสต์ไว้ให้พร้อม ไปเที่ยวฮออกไกโดครั้งนี้จะได้ไม่พลาดจุดถ่ายรูปสวยๆ นะครับ จองทัวร์ฮอกไกโด เที่ยวญี่ปุ่น กับ ทัวร์ครับ 7 จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ ‘ฮอกไกโด’ 1.อุทยานแห่งชาติไดเซสึซัง อุทยานแห่งชาติไดเซสึซังเป็นอุทยานที่ใหญ่ที่สุดในฮอกไกโดและแนะนำสำหรับผู้เริ่มต้นหรือเพิ่งเคยมาชมใบไม้เปลี่ยนสี ฮอกไกโด เป็นครั้งแรก ที่นี่มีเทือกเขาสูงถึง 2,000 เมตร หิมะปกคลุม ซึ่งบริเวณอุทยานจะเป็นภูเขาไฟทำให้มีบ่อน้ำพุร้อนเป็นจำนวนมากและบริเวณนั้นอยู่ในจุดที่สูงด้วยทำให้พืชพรรณไม้ แบบป่าสนอัลไพน์ขึ้นอยู่หลากกลายชนิดและทำให้เหล่านักท่องเที่ยวที่ต้องการถ่ายภาพกับธรรมชาติในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีนิยมมาที่อุทยานแห่งชาติไดเซสึซัง บริเวณที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติไดเซสึซังตั้งอยู่ในใจกลางเกาะฮอกไกโด จุดศูนย์กลางของอุทยานแห่งชาติไดเซสึซังมีกลุ่มภูเขาไฟไดเซ็ตสึและยอดเขามากมาย อย่างยอดเขาที่เป็นภูเขาหลักคือเขาอาซาฮิ ซึ่งมีความสูง 2291 เมตร เขาโทกาจิและเขาอิชิคาริ ทำให้เขาพวกนี้ถูกเรียกว่า หลังคาฮอกไกโด อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ถูกแต่งตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติประจำฮอกไกโด รวมไปถึงแม่น้ำอิชิคาริและแม่น้ำโทกาจิ ช่วงฤดูชมใบไม้เปลี่ยนสี ฮอกไกโด อยู่ในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน ของทุกปี ทำให้ทั่วทั้งอุทยานจะเต็มไปด้วยสีสันของใบไม้ที่พากันเปลี่ยนสีอวดความสวยงามของธรรมชาติที่ไม่ควรพลาด พิกัด: Daisetsuzan National Park 2.โซอุนเคียว หุบเขาโซอุนเคียว เป็นสถานที่ที่ขึ้นชื่อว่าสวยงาม และสามารถชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสีบริเวณนี้ได้แบบมุมสูง ผ่านการนั่งกระเช้าลอยฟ้า ซึ่งทำให้เห็นในอีกมุมมองในการชมใบไม้เปลี่ยนสี ฮอกไกโด นับได้ว่าสวยงามและได้สัมผัสประสบการณ์การชมใบไม้เปลี่ยนสีที่แปลกใหม่ นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นกระเช้าลอยฟ้าได้ที่หมู่บ้านโซอุนเคียวที่เชิงเขา นอกจากนั้นหุบโซอุนเคียวยังมีน้ำตกที่สวยงามอย่างน้ำตกริวเซและน้ำตกกินกะ อีกทั้งมีสถานที่ธรรมชาติชมใบไม้เปลี่ยนสี ฮอกไกโด อย่าง หินลาวา Obako ที่เกิดจากการประทุของภูเขาไฟ ทำเกิดเป็นภาพที่สวยงามถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์เด็ดอีกหนึ่งอย่างของโซอุนเคียว ช่วงเวลาที่แนะนำคือเดือน สิงหาคม – พฤศจิกายน พิกัด: Sounkyo 3. ยอดเขาคุโรดาเกะ สายธรรมชาติเราขอแนะนำชมใบไม้เปลี่ยนสี ฮอกไกโดที่นี่เลยยอดเขาคุโรดาเกะ เพราะหากมาเที่ยวที่นี่ทุกคนจะได้เห็นการเปลี่ยนสีใบไม้ทั่วทั้งภูเขาคุโรดาเกะ ซึ่งมีความสูงถึง 1,984 เมตร ทางเริ่มต้นจะอยู่ที่หมู่บ้านในหุบเขาโซอุนเคียว ภายในหมู่บ้านจะมีทั้งโรงแรม ออนเซ็น ร้านอาหาร สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ นอกจากนั้นถ้าเราเดินทางไปยังยอดเขาคุโรดาเกะ จะมีกระเช้าขึ้นไปยังสถานี Upper Station เป็นจุดที่เราจะได้เห็นวิวจากด้านบนซึ่งมีความสวยงามอย่างมาก ก่อนที่เราจะเดินทางไปยังยอดเขาคุโรดาเกะระหว่างทางสามารถแวะชมธรรมชาติของดอกไม้หลากหลายชนิดตลอดเส้นทาง แต่การเดินทางอาจจะมีความลำบากบ้างแต่รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน เพราะเราจะได้ชมวิวอันสวยงามของธรรมชาติในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ฮอกไกโด พิกัด: Kurodake Mountain 4. ยอดเขาอะซาฮิดาเกะ มาฮอกไกโดอีกหนึ่งที่ที่ไม่ควรพลาดเลยก็คือยอดเขาอะซาฮิดาเกะที่มีความสูงที่สุดในญี่ปุ่นมีความสูงถึง 2,290 เมตร ที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของอุทานแห่งชาติไดเซสึซังฝั่งเขาอะซาฮิดาเกะ เส้นทางจะเริ่มต้นที่หมู่บ้านอะซาฮิดาเกะออนเซ็น มีกระเช้า Asahidake Ropeway ในหมู่บ้านแห่งนี้กระเช้าจะพาทุกคนเดินทางไปยังสถานี Sugatami ซึ่งต่อจากนี้จะเป็นการผจญภัยซึ่งเลือกเดินได้ 2 เส้นทาง เส้นทางที่ 1 ผ่านบึง Kagami และบึง Suribachi จุดเด่นคือ มีรูปร่างคล้างรูปหัวใจ บริเวณพื้นที่แห่งนี้ยังพืชพรรณสีเขียวตัดกับท้องฟ้าทำให้มันดูสวยงามมากขึ้นไปอีก เหมาะกับการถ่ายรูปเช็คอินสุดๆ ไปเลย เส้นทางที่ 2 นี้จะเป็นวิวธรรมชาติต้นไม้กับลำธารทั้งนี้ระหว่างทางจะมีหินริมบึง Sugatami เป็นแลนด์มาร์กสำคัญประจำเส้นทางนี้ ซึ่งระหว่างจะได้ชมการเปลี่ยนสีของใบไม้ตลอดทั้ง 2 เส้นทาง หากนักท่องเที่ยวต้องการไปชมวิวยอดเขาก็สามารถเดินขึ้นไปยังยอดเขาได้อีกด้วย ที่นั่นเราจะได้พบกับวิวอันยอดเยี่ยมของธรรมชาติกับสีส้มสลับเหลืองรับรองว่าหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง พิกัด: Asahidake 5. เส้นทางชิเรโทโกะ ไปเที่ยวฮอกไกโด เส้นทางชิเรโทโกะ (Shiretoko Pass) เรียกได้ว่าเป็นเส้นทางคมนาคมบนเกาะฮอกไกโด แน่นอนในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะมีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากเพราะสองข้างทางจะเต็มไปด้วยวิวของต้นไม้สีเหลืองสลับส้มแล้วยิ่งเส้นทางชิเรโทโกะ นั้นวิวสองข้างทางนี่คือสวยจนไม่รู้จะบรรยายยังไงเลยล่ะครับ แน่นอน Shiretoko Pass ไม่ได้มีดีแค่วิวสองข้างทางที่นี่ยังมีภูเขาราอูซุ ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งในภูเขาที่มีความสูงมากที่สุดในชิเรโทโกะเลยทีเดียว โดยมีความสูงมากถึง 1,661 เมตร ถ้าได้ไปยืนถ่ายรูปบนยอดเขากับวิวใบไม้เปลี่ยนสีกับท้องฟ้าและธรรมชาติอันสวยงามพูดได้คำเดียวคุ้มมากกกกกกกก พิกัด: Shiretoko Pass 6. น้ำตกโอชินโคชิน ชมใบไม้เปลี่ยนสี ฮอกไกโด ต้องไปที่น้ำตกที่มีชื่อในฮอกไกโด ต้องมีชื่อนี้แน่นอน Oshinkoshin Falls เพราะเป็นน้ำตกที่ติด 1 ใน 100 น้ำตกที่ดีที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งน้ำตกนี้จะตั้งอยู่ติดถนนใช่แล้วฟังไม่ผิดตั้งอยู่ติดถนนสายหลักที่มาจากซาอะริไปยังเมืองอูโทโร่ ทำให้น้ำตก Oshinkoshin Falls มีความสะดวกสบายในการเดินทางมาเที่ยวชมธรรมชาติแล้วยิ่งในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี น้ำตก Oshinkoshin Falls จะเปลี่ยนสีไปตามฤดูกาล โดยในช่วงฤดูร้อนนั้นที่นี่จะชุ่มฉ่ำเเละเต็มไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ น้ำตกสูงสวยงามเเละกระเเสน้ำไหลตกลงกระทบกับลานหินเบื้องล่าง แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะเป็นสีส้มสลับเหลืองแน่นอนว่าสวยงามไม่แพ้กันเลยทีเดียว พิกัด: Oshinkoshin Falls 7. ทะเลสาบทั้งห้าของชิเรโทโกะ ร์ฮอกไกโด จะมีทะเลสาบขนาดเล็กจำนวน 5 แห่ง ที่ชื่อว่า Shiretoko Five Lakes โดยจะตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน โดยเกิดจากภูเขาไฟอิโอะระเบิดทำให้เกิดน้ำพุขึ้นมากจากดินสถานที่แห่งนี้ชาวญี่ปุ่นยังเชื่ออีกว่าเปรียบเสมือนนิ้วทั้ง 5 ของพระผู้เป็นเจ้า วิวโดยรอบของทะเลสาบทั้งห้าชิเรโทโกะจะมีภูเขาโอบล้อมเอาไว้ และมีต้นไม้และผืนหญ้าที่มีความสวยงามอย่างมากโดยจุดที่น่าสนใจมากที่สุดก็เห็นจะเป็นในส่วนของสะพานไม้ยกระดับที่มีความยาวกว่า 800 เมตร ที่จะพาทุกคนชมวิวธรรมชาติอันสวยงาม ทั้งทะเลสาบ ภูเขาที่ล้อมรอบอยู่ เเละทะเลโอค็อตสค์นับเป็นว่าจุดที่น่าสนใจในการชมฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ฮอกไกโดอีกที่หนึ่งเลย พิกัด: Shiretoko Five Lakes ใครกำลังวางแพลนไปทัวร์ฮอกไกโด ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีอย่าลืมตามไปเช็คอินให้ครบทุกที่ด้วยนะ รับรองว่าไม่มีทางผิดหวังแน่นอน
6 สถานที่ท่องเที่ยวยุโรป เมืองสวยที่ไม่ควรพลาด
พาเที่ยว
ยุโรป
6 สถานที่ท่องเที่ยวยุโรป เมืองสวยที่ไม่ควรพลาด
จองทัวร์ยุโรป เริ่มต้น 27,999 บาทกับ Tourkrub 1.ประเทศโปแลนด์ พิกัด: Poland ประเทศโปแลนด์ เป็นดินแดนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของยุโรปตะวันออก ภูมิประเทศของโปแลนด์ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบเกือบทั้งประเทศ รายล้อมด้วยธรรมชาติที่หลากหลาย ทั้งภูเขา ทะเลสาบ และชายหาด เมืองโปแลนด์มีสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่ผสมผสานทางวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน มีความงดงามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สถานที่ท่องเที่ยวโปแลนด์ที่แนะนำ เช่น คราคูฟ อดีตเมืองหลวงเก่าแก่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโก ให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งแรกของโปแลนด์ บรรยากาศภายในเมืองถูกรอบด้วยสถาปัตยกรรมทุกยุคทุกสมัยทำให้มีความโดดเด่ดอย่างมากและมีโบสถ์เซนต์แมรี โบสถ์เก่าแก่ที่ตั้งอยู่กลางจัตุรัสกลางเมือง สวยงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่สูงถึง 81 เมตร ถือว่าเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของที่นี่เลยก็ว่าได้ ยังไม่หมดแค่นั้นที่นี่ยังมีปราสาทวาเวล และพิพิธภัณฑ์ค่ายกักกันเอาซ์วิทช์ เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวต่างพากันมาชมความงดงามและชมประวัติศาสตร์ของเมือง 2.ประเทศฮังการี พิกัด: Hungary ฮังการี เป็นประเทศเล็กๆ อยู่ในโซนยุโรปตะวันออก มีความหมายทางประวัติศาสตร์ในด้านของวัฒนธรรมที่ยาวนานตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน ว่าด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่มากมายและงดงามมีคุณค่า ที่สำคัญฮังการีเป็นประเทศเกษตรกรรม ทำให้มีธรรมชาติล้อมรอบเมืองอุดมสมบูรณ์น่าอยู่ บูดาเปสต์ เป็นเมืองหลวงของประเทศฮังการี มีสมยานามว่า ไข่มุกแห่งแม่น้ำดานูบ เพราะมีแม่น้ำดานูบ แม่น้ำสายสำคัญของยุโรปกั้นแบ่งเมืองออกเป็น 2 ฝั่ง คือ ฝั่งเมืองบูดาและฝั่งเมืองเปสต์ ซึ่งปัจจุบันเชื่อมต่อกันด้วย สะพานเชน หนึ่งในสะพานที่สวยที่สุดในยุโรปและเป็นสัญลักษณ์ของเมืองบูดาเปสต์ที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในฮังการี มีสถานที่ท่องชื่อดังอย่าง ป้อมปราการฟิชเชอร์แมนบาสเตียน (Fisherman’s Bastion) และ อาคารรัฐสภาฮังการี ซึ่งแน่นอนทุกอย่างที่เอ่ยมาทั้งหมดควรค่าแก่การไปชมทั้งสิ้น 3.ประเทศออสเตรีย พิกัด: Austria เมื่อหาสถานที่ท่องเที่ยวแถวยุโรปตะวันออกคงนี้ไม่พ้น ประเทศออสเตรีย เพราะประเทศนี้ขึ้นชื่อเรื่องทัศนียภาพที่งดงามและอากาศบริสุทธิ์เหมาะแก่การพักผ่อน ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาถูกโอบล้อมด้วยธรรมชาติและผสมผสานกับสถาปัตยกรรมยุโรปที่สวยงาม สถานที่แนะนำคือเมืองฮัลล์สตัทท์ เมืองริมทะเลสาบที่สวยที่สุดในโลก เรียกได้ว่าเป็นเมืองในฝันของเราเลยล่ะ เคยมาแล้วก็อยากจะมาอีกซ้ำๆ ใครกำลังหาสถานที่ที่พาแฟนมาเดท หรือพามาฮันนูมูนเราขอชูป้ายไฟให้ที่นี่สุดใจ 4.ประเทศรัสเซีย พิกัด: Russia ถ้าพูดถึงประเทศรัสเซียคงต้องรู้จัก กรุงมอสโคว์ เพราะเป็นเมืองหลวงของประเทศรัสเซียเป็นศูนย์กลางในหลายๆด้าน เช่น เศรษฐกิจ การเมือง และในด้านของการเดินทาง แถมยังได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นเมืองหลวงที่มีระบบขนส่งมวลชนคุณภาพดีที่สุดเมืองหนึ่งของโลก มีชื่อเสียงในเรื่องความงดงามของสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ สถานที่ที่นิยมของนักท่องเที่ยวอย่างเช่น พระราชวังเครมลินที่ชอบไปปรากฏตัวในหนังดังบ่อยมากที่นี่แสดงให้เห็นถึงความงดงามของสถาปัตยกรรมยุคเก่าแก่ มีปืนใหญ่พระเจ้าซาร์ สร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1586 และระฆังของพระเจ้าซาร์ เป็นระฆังที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือจะไปเที่ยวจัตุรัสแดงแห่งรัสเซีย ที่มีชื่อเสียงอย่างมากสร้างด้วยหินแกรนิตและหินอ่อน ตอกลงบนพื้นจนกลายเป็นลานหินโมเสก แต่ถ้าใครกำลังมองหาทริปล่าแสงเหนือล่ะก็รัสเซียก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่นักท่องเที่ยวหลายคนนิยมมาล่าแสงเหนือกัน แต่การเดินทางอาจจะต้องนั่งเครื่องต่อไปยังมูร์มรังส์ เมืองตอนเหนือของรัสเซีย เพื่อชมแสงเหนืออีกต่อหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นความงดงามของธรรมชาติที่เพื่อนๆ จะได้รับก็คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม 5.ประเทศมอนเตเนโกร พิกัด: Montenegro มอนเตเนโกร เป็นประเทศมีขนาดไม่ใหญ่มากนักแยกตัวจากยูโกสลาเวีย ชื่อมีความหมายว่า ภูเขาดำ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศโครเอเชีย เมืองกอเตอร์ เป็นเมืองที่เก่าแก่ชายฝั่งของประเทศมอนเตเนโกร ว่าด้วยสถาปัตยกรรมยุคกลางและมรดกทางวัฒนธรรมมากมาย โดยที่นี่ยังได้ขึ้นเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติและมรดกทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ปี 1970 ทุกอย่างในเมืองมีสถานที่เก่าแก่มากมายรวมถึงโบสถ์ที่สร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 809 แน่นอนว่าภูมิประเทศเป็นภูเขาล้อมรอบทำให้เมืองแห่งนี้มีความสวยงามเหมือนหลุดออกมาจากจินตนาการ มองไปทางไหนก็เจอแต่ธรรมชาติบวกกับสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ทำให้รู้สึกถึงบรรยากาศชวนอันน่าหลงไหลรับรองว่าทุกคนจะได้รับวิวที่สวยงามไม่เหมือนที่ไหนเลยล่ะ และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง โบสถ์พระแม่มารีย์แห่งหิน ที่ตั้งอยู่ใจกลางอ่าวโคเตอร์เป็นเกาะเล็กๆ ถูกสร้างขึ้นปี 1632 6.ประเทศโครเอเชีย พิกัด: Croatia ประเทศโครเอเชียหลายคนอาจจะเคยได้ยินบ่อยๆ ถ้าเป็นคนดูฟุตบอล แต่เรื่องท่องเที่ยวที่นี่ก็ไม่เป็นสองรองใคร มีความงามของเมืองและวิวทิวทัศน์ขึ้นชื่อในหมู่นักท่องเที่ยวทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีมรดกโลกอยู่หลายแห่ง ไม่ว่าใครต่างก็ยืนยันว่าโครเอเชียเป็นประเทศที่งดงามและควรค่าแก่การไปสัมผัสบรรยากาศริมทะเลเป็นที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นยังได้สมยานามว่า ดินแดนพระจันทร์เสี้ยว มาจากรูปร่างของประเทศที่คล้ายกับพระจันทร์เสี้ยวหรือเกือกม้า สถานทีท่องเที่ยวที่แนะนำอย่างเช่น อุทยานแห่งชาติพลิตวิเซ่ เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในโครเอเชีย มีน้ำตก ป่าไม้ และทะเลสาบอีกหนึ่งจุดสำคัญที่ไม่ควรพลาดเลย คือ ความงามของ บิ๊กวอเตอร์ฟอลส์ น้ำตกใหญ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความงดงามและยังมีบริการล่องเรือในทะเลสาบโกมยาค ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในอุทยานอีกด้วย นอกจากนั้นยังมีที่ท่องเที่ยวอย่างเมืองเก่าโทรเกียร์ เป็นเมืองที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นเมืองมรดกโลกจาก UNESCO ตั้งแต่ปี 1997 มีความสวยงามเข้ากันอย่างลงตัวด้วยภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นจากอิฐ อีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนถึงประเทศโครเอเชียก็คือ เมืองดูโบรฟนิค เป็นที่รู้จักในนักท่องเที่ยวว่าเป็น ไข่มุกแห่งทะเลเอเดรียติก ความสวยและบรรยากาศเรียกได้ว่าเป็นการเที่ยวยุโรปตะวันออกที่เพอร์เฟค ! เป็นไงกันบ้าง ?? บอกแล้วว่าอย่าตัดสินแค่ว่าเพราะเขาไม่ฮิตกันจริงมั้ยล่ะครับ? นี่เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงเริ่มจดลิสต์กันไว้แล้วว่าอยากไปประเทศไหนใน 6 ประเทศนี้ก่อนดี แต่ถ้าให้แอดมินเลือกส่วนตัวแอดมินชอบประเทศโครเอเชีย ดินแดนพระจันทร์เสี้ยวของยุโรป เพราะภูมิประเทศของเขาเรียกได้ว่าอย่างกับหลุดมาในหนังยังไงยังงั้นเลย มันสุดจริง แต่ประเทศอื่นก็มีดีแตกต่างกันไปอยู่ที่เพื่อนๆ แล้วล่ะครับ ว่าชอบแบบไหน เลือกได้แล้วก็กดจองตั๋วออนทัวร์กับ Tourkrub กันเลยยยย
3 เมือง unseen ที่ต้อง Go Go Go เที่ยวโมรอคโคกันดีกว่า !
พาเที่ยว
สเปน
3 เมือง unseen ที่ต้อง Go Go Go เที่ยวโมรอคโคกันดีกว่า !
สายเที่ยวบางคนอาจจะกำลังหาที่เที่ยวนอกแถบเอเชียอยู่ แต่ก็กังวลว่าถ้าจะไปในที่ที่ตัวเองไม่คุ้นเคยแล้วมันจะเป็นยังไง Tourkrub ต้องขอบอกก่อนว่าในแต่ละประเทศ ก็จะมีสิ่งที่เป็นไฮไลท์จุดปังที่ดึงดูดนักเดินทางแตกต่างกันออกไป โดยส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นปราสาท ตึก สะพาน สวนสนุก รูปปั้น ภูเขา แม่น้ำ วิวธรรมชาติ แต่กับ “โมรอคโค” นั้นบอกเลยว่าแตกต่างนะครับ เป็นประเทศ Unseen ที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยนึกถึงกันเท่าไหร่ แต่โมรอคโคนี่แหละ เป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวอีกประเทศหนึ่งที่ Tourkrub ไม่อยากให้พลาดเลยล่ะครับ แผนที่:Morocco เพราะนอกจากประเทศโมรอคโคจะขึ้นชื่อในศิลปะสไตล์ของตัวเอง ที่เรามักคุ้นตากับการตกแต่งสไตล์โมรอคโคอันเกลื่อนกลาดตามคาเฟ่และรีสอร์ตในเมืองไทย แต่รู้หรือไม่ว่า โมรอคโคมีเมืองสุดแปลกแตกต่างกว่าประเทศยอดนิยมทั้งหลายที่นักเที่ยวแหวกแนวห้ามพลาด อย่างน้อยก็ 3 เมืองที่เราจะมาเล่าให้ฟัง ลุยเลยยยยย !!! 1.เที่ยวโมรอคโค Merzouga กับทะเลทรายซาฮาร่า พิกัด:Merzouga มาเยือนทวีปแอฟริกาทั้งที จะไม่พูดถึงทะเลทรายขนาดมหึมาอย่างซาฮาร่าก็กระไรอยู่ ทะเลทรายซาฮาร่าเป็นทะเลทรายมีขนาดใหญ่สุดเป็นอันดับสามของโลก แหม่ทะเลทรายฮอตฮิตทั้งหลายต้องหลบให้พี่เค้าละ ลืมไปได้เลยกับการไปถ่ายรูปกิ๊กๆก๊อกๆในทะเลทรายประเทศเพื่อนบ้าน พี่ซาฮาร่าเค้าน่ะของจริง งามงดยิ่งใหญ่เหลืองทองอร่ามมาก การไปเยือนก็ง่ายแสนง่าย แค่นั่งรถไปเมือง Merzouga แล้วขี่น้องอูฐดุ่ยๆมุ่งหน้าเดินเข้าไปในทะเลทรายไกลสุดลูกหูลูกตา หยิบ sandboard มาเหยียบลื่นสไลด์ไปตามเนินทรายเก๋ๆ จัดเต็มกับท่าโพสท์เล่นกับทรายตามสไตล์และความครีเอทของตัวเองกันให้หนำใจ ตกเย็นก็ตั้งกล้องถ่ายแสงสีส้มทอดลงบนทรายสีทอง แล้วนอนค้างกันซักคืนในเต้นท์แบบดั้งเดิมของชาว Berber (ชาวพื้นเมืองที่ใช้ชีวิตอยู่กลางทะเลทราย) เอนหลังลงบนทรายอันแสนนุ่มชื่นชมดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนอันโรแมนติก เอิ่ม แต่อาจจะไม่ค่อยโรแมนติกมากเท่าไหร่ เพราะทะเลทรายอะนะ ก็แห้งแล้ง มีแต่ทรายเหนอะหนะ น้ำมีจำกัด ต้องใช้ชีวิตขัดทุกหลักการของความสะอาด เนื้อตัวก็จะเขรอะๆมอมๆหน่อย แฮร่! 2.เที่ยวโมรอคโค Fez กับบ่อสี พิกัด:Fez เมืองหลวงแห่งศิลปะและงานแฮนด์เมดจากหนังสัตว์ต้องยกให้ Fez เค้าเลย สินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมชื่อดังไฮเอนของยุโรปต่างก็ใช้หนังคุณภาพดีจากที่นี่กันทั้งนั้น เมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องการฟอกและย้อมสีหนัง ตั้งแต่ต้นกระบวนการลอกเอาหนังออกจากวัว แกะและผองเพื่อน กำจัดขนออกจากหนัง และแช่หนังด้วยน้ำผสมอึนกพิราบและฉี่วัวให้มันนุ่มและกัดสี ถ้านึกภาพตาม ก็พอจะได้กลิ่นเลยมั้ยว่าทั้งเมืองบรรยากาศจะเป็นยังไง ใช่ฮะ ก็จะมีกลิ่นอึนกพิราบ ฉี่วัว ปะปนด้วยกลิ่นเนื้อสดแบบร้านขายเนื้อในตลาด ออร์แกนิคสุดๆ เอาที่สบายใจเลยละกัน จุดไฮไลท์ที่ต้องแวะไปชมให้ได้ คือ บ่อหลุมที่ใช้สำหรับผสมเพื่อย้อมหรือฟอกสีหนัง (Tannery) บ่อพวกนี้มีมากมายหลายแห่งกระจายตัวอยู่ทั่วเมือง แต่จะได้ป๊ะบ่อที่มันมีสีสันกุ๊กกิ๊กมั้ยนั้นต้องขึ้นอยู่กับดวงละ ว่าไปจังหวะที่เค้ากำลังจะย้อมสีมั้ย ไม่งั้นก็จะเห็นแต่บ่อเปลือยๆดิบๆแทน อ้อ อีกหนึ่งความดีงามของเมือง Fez คือ ผลิตภัณฑ์ทั้งหลายแหล่จากหนังสัตว์นั้นราคาสบายกระเป๋าได้อีกครับ เพราะของราคาถูกมากก (ราคากระเป๋าหนังไม่ต่างกับกระเป๋าผ้าอะเห้ย!) และไม่ต้องห่วงว่าจะหนังจริงหนังปลอม แหม่ กลิ่นหลังร้านตลบอบอวนซะขนาดนี้ 3.เที่ยวโมรอคโค Chefchaouen กับเมืองสีฟ้า พิกัด:Chefchaouen ยืนยันได้เลยว่านี่เป็นเมืองเดียวในโลกที่เป็นสีฟ้าทั้งเมือง! ย้ำว่าทั้งเมือง ไม่ใช่แค่ย่านเพียงไม่กี่ถนนกะโหลกกะลา แต่มันคือทั้งเมืองบนเขา ว่ากันว่าเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของโมรอคโคแห่งนี้ มีสีฟ้าเพราะผู้อพยพชาวมัวร์และชาวยิวสร้างเมืองนี้ โดยทาสีฟ้า-น้ำเงิน อันเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้า ท้องฟ้าและทะเล (แถมช่วยไล่ยุงได้อีกนะเออ ฉลาดไปอีก!) ทั้งผนังบ้าน พิ้นถนน บันได แทบจะทุกอย่างเป็นสีฟ้าน้ำเงินหมดเลย คู่ควรมากกับการมาเดินเล่นชิลๆ ถ่ายรูปสวยๆ แนะนำให้ ปีนเขาข้างๆเมืองขึ้นไปเพื่อชมวิวเมืองแบบเต็มๆตา พร้อมฟังเสียงระฆังกังวาลเมื่อถึงเวลาละหมาด และเมืองนี้ก็เป็นอีกเมืองหนึ่ง ที่สายช้อปของแฮนด์เมดกุ๊กกิ๊กจะต้องหมดตัวอย่างแน่นอน มีทั้งร้านขายสบู่ออร์แกนิคดีไซน์ชิคๆ ร้านขายเครื่องหอมร้อยกลิ่น และร้านขายของเก่าโบราณน่าสะสม หรืออยากจะลองเพ้นท์เฮนน่าเพิ่มดีกรีความอาหรับในตัวก็แซ่บไม่เบา ความยากคือ เมืองเล็กๆนี้อาจจะเดินทางไกลหน่อยจากเมืองอื่นๆ แต่รับรองว่าคุ้มค่ามากจริง เพราะความสบายตาของสีฟ้า ความสะอาดของเมือง และความน่ารักของผู้คน ทำให้ฟินสุดๆกับการพักผ่อนหย่อนใจสักสองสามคืนที่นี่
5 พิกัดชมความสวยงามของทะเลสาบคานาสือ  ประเทศจีน
พาเที่ยว
จีน
5 พิกัดชมความสวยงามของทะเลสาบคานาสือ ประเทศจีน
แต่ลิสต์ในหัวก็มีเยอะซะจนเลือกไม่ถูกเลยใช่มั้ยล่ะ นู่นก็ดีนี่ก็โดน สำหรับใครที่ยังคิดจุดหมายปลายทางไม่ออกล่ะก็ ทัวร์ครับ ขอแนะนำ ทะเลสาบคานาสือ อีกหนึ่งสถานที่ในทัวร์จีนที่ไม่ว่าใครก็ต้องมาดูใบไม้เปลี่ยนสีที่คานาสือก่อนตายเพราะขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามติดอันดับต้นๆ ของโลกเลยก็ว่าได้ ที่สำคัญปัจจุบันการเดินทางและค่าใช้จ่ายครอบคลุมมากๆ เราเคยคิดว่าการไปเที่ยวต่างประเทศใช้เงินเยอะ แต่เดี๋ยวนี้ราคาพอๆ กับเที่ยวในประเทศไปซะแล้ว สำหรับใครที่ไม่เชี่ยวชาญทางและภาษาแต่ต้องการความสะดวกสบายล่ะก็เราว่าการเลือกแพ็คเกจทัวร์จีนดีๆ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจนะครับ จองทัวร์จีน ราคาสุดคุ้ม มาพูดถึง คานาสือ หรืออุทยานคานาส กันดีกว่า ที่นี่ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองซินเจียง ประเทศสาธารณะประชาชนจีน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของประเทศจีนเลยก็ว่าได้เพราะมีความสวยงามและยังมีอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คานาสือดังไปทั่วโลกคือข่าวการปรากฏตัวผลุบๆโผล่ๆ ที่แปลกประหลาดของน้ำแพร่สะพัดออกไป ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางป่าลึกของภูเขาสูงอาเอ่อไท้ มีความสวยงามและอากาศที่บริสุทธิ์ ซึ่งทำให้เป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากในช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีและฤดูร้อน ทะเลสาบคานาสือจะมีความสวยเป็นพิเศษ แตกต่างจากที่อื่นเพราะว่าน้ำในทะเลของคานาสือจะเปลี่ยนสีไปตามฤดูกาลและสภาพอากาศ ซึ่งแต่ละสีมีความสวยงามแตกต่างกันไปทำให้เหมือนเราหลุดเข้าไปในดินแดนสวรรค์เลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าคานาสือยังเป็นเขตรักษาพันธุ์และเพาะพันธุ์สัตว์และพืชที่ราบสูงไซบีเรียตอนใต้ เพียงหนึ่งเดียวของประเทศจีนอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีพรรณไม้ต่างๆ นานามากมายและมีสัตว์มากมายหลายชนิดทำให้คานาสือมีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก ช่วงที่เหมาะแก่การมาเที่ยวจีน ทะเลสาบคานาสือ เดือนพฤษภาคม เป็นช่วงฤดูร้อน แน่นอนว่าช่วงนี้มีพื้นป่าและทุ่งหญ้าที่เป็นสีเขียวและยังมองเห็นภูเขามีหิมะปกคลุม แต่อากาศยังมีความหนาวอยู่พอสมควร เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ก็ยังเป็นช่วงฤดูร้อน แต่บริเวณทุ่งหญ้าเริ่มการบานของดอกไม้นานาชนิดทำให้มีความสวยงามอย่างมาก อากาศเย็นสบายไม่หนาวมาก เดือนสิงหาคม-เดือนกันยายน เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวนิยามมากันช่วงฤดูใบไม้ร่วงหรือช่วงเปลี่ยนสีของใบไม้ แน่นอนว่าเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวจะมากันทำให้ค่าตั๋วและค่าที่พักจะแพงเป็นพิเศษเพราะต้องการมาชมพื้นป่าที่เปลี่ยนสีและเขาที่เปลี่ยนจากสีเขียนเป็นสีเหลืองทั้งอุทยาน 5 พิกัดชมความสวยงามของทะเลสาบคานาสือ แผนที่: Kanas, Xinjiang 1. คุ้งน้ำแสงจันทร์ คานาสือ แน่นอนว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเลยที่เมื่อมาคานาสือแล้วต้องไม่พลาดไปเยี่ยมชมคุ้งน้ำแสงจันทร์ที่ขนาบด้วยภูเขาทั้งสองฝั่งแล้วยิ่งไปกว่านั้นน้ำในทะเลสาบยังวนไปวนมา สิ่งเหล่านี้เกิดจากอิทธิพลจากภูเขา ทำให้จุดนี้เปรียบเสมือนพระจันทร์แรมหนึ่งค่ำ ซึ่งบริเวณตรงทะเลสาบมีเกาะอยู่สองเกาะที่เปรียบเสมือนรอยเท้าขนาดใหญ่ จุดนี้เองที่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างพากันมาชมแล้วบริเวณนี้ 2. คุ้งน้ำเทพยาดา คานาสือ เป็นอีกหนึ่งจุดที่คนมาเที่ยวจีนคานาสือไม่ควรจะพลาด เพราะบริเวณลำน้ำของทะเลสาบมีเกาะเล็กๆ อยู่มากมายในทะเลสาบ ผู้คนต่างเรียกเกาะนี้ว่า คุ้งน้ำเทพยาดา เกิดจากน้ำจากทะเลสาบคานาสือที่ไหลผ่านลุ่มน้ำกลางภูเขาไปอย่างช้าๆ ทำให้กลายเป็นหนองน้ำและชายหาดที่มีความใสสวยงาม ในช่วงเวลาที่แสงแดดสาดส่องมากระทบน้ำในทะเลสาบจะส่องแสงทอประกายระยิบระยับออกมา จึงได้ชื่อสวยๆ ว่าคุ้งน้ำเทพยาดา ถ้าใส่ชุดสีสดใสไปถ่ายรูปละก็รับรองว่าได้รูปโปรไฟล์ใหม่เลยล่ะ 3.หมู่บ้านถูหว่า !!!!!!! ตั้งอยู่ทางฝั่งตอนใต้ของทะเลสาบคานาสือ ห่างจากห้วยลึกระหว่างเขา 3 กิโลเมตร หมู่บ้านแห่งนี้นิยมใช้ไม้ซุงเป็นหลัก ซึ่งตัวจะบ้านเป็นไม้เกือบทั้งหลังมีความกลมกลืนกับธรรมชาติอย่างมาก ในใจก็แอบคิดว่าถ้าได้ไปอยู่คงฟินน่าดูเลยเพราะได้อยู่กลางธรรมชาติอย่างแท้จริง แน่นอนว่าใครที่ชื่นชอบชมวิถีชีวิตของชาวพื้นเมืองประกอบกับเดินชมหมู่บ้านที่ทำจากไม้ซุงกว่า 100 หลังไม่ควรพลาดเที่ยวจีนที่นี่เลย 4.ทะเลสาบขาว คานาสือ ขึ้นชื่อว่า ทะเลสาบขาว ก็ต้องมีน้ำที่ใสบริสุทธิ์เหมือนกับสีขาวอะไรแบบนั้น ทะเลสาบขาวตั้งอยู่ที่ภูเขาอาเอ่อไท้ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลสาบคานาสือ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลคือ 1954 เมตร มีพื้นที่ประมาณ 10 ตารางกิโลเมตร ความอเมซิ่งของที่นี่คือเป็นทะเลสาบสีขาวตลอดทั้งฤดูกาลสีของน้ำนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพราะที่นี่เกิดจากธารน้ำแข็งขยับตัวเสียดสีกับก้อนหินจำนวนมากจนเปลี่ยนเป็นสีขาวและไหลลงไปสู่ทะเลสาบ ซึ่งบริเวณนี้ความสวยงามอย่างมากบวกอยู่บนที่สูงทำให้อากาศเย็นสบายพร้อมกับวิวที่สวยมาก แน่นอนว่าเมื่อไปเที่ยวจีนที่คานาสือแล้วไม่ควรจะพลาดชมความใสของน้ำที่ทะเลสาบขาว 5.ทะเลสาบดำ คานาสือ แน่นอนว่าเที่ยวจีน คานาสือมีทะเลสาบขาวก็ต้องมีทะเลสาบดำ ฟังจากสีดำแล้วคงคิดว่าคงจะไม่สวยแต่ในทางกลับกันทะเลแห่งนี้กลับมีความแปลกตาจนกลายเป็นสวยสะกดเลยก็ว่าได้และที่นี่ยังเป็นที่สนใจของเหล่านักเที่ยวถึงความแปลกตาในสีของทะเลสาบ ทะเลสาบตั้งห่างจากหมู่บ้านคานาสือไปทางทิศตะวันตก 13 กิโลเมตร ทะเลสาบแห่งนี้เกิดขึ้นจากธารน้ำแข็งเกิดการแตกตัวเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดเป็นทะเลสาบที่ตั้งอยู่ใจกลางภูเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลราว 1,800 ถึง 2,200 เมตร เห็นแค่ภาพก็พอจะรู้กันแล้วใช่ไหมล่ะครับ ว่าเที่ยวจีน คานาสือ วิวหลักแสนจ่ายหลักหมื่นเป็นยังไง แต่เชื่อมั้ยว่าได้ขนาดนี้แต่อยู่ในงบหลักหมื่นเท่านั้นเอง เพราะไปที่นี่โดยใช้บริการของ Tourkrub จากที่เคยคิดว่าไปเองคุมเงินง่ายกว่า เลือกนู่นนี่นั่นได้เอง แต่พอลองไปจริงๆ แล้วนี่เปลี่ยนความคิดไปเลยเพราะหมดปัญหาเรื่องจะไปไหนต่อ จะกินอะไร จะนอนไหน แนะนำมากๆ สำหรับนักท่องเที่ยวมือใหม่ที่ไม่ชำนาญทางอย่างเรา มาเที่ยวจีน คานาสือ กับ Tourkrubกันเลยย
รีวิว เที่ยวสิงคโปร์แบบส่วนตัว ทริปครอบครัว 4 วัน 3 คืน
พาเที่ยว
สิงคโปร์
รีวิว เที่ยวสิงคโปร์แบบส่วนตัว ทริปครอบครัว 4 วัน 3 คืน
ปล. งบใช้จ่ายทริปนี้เน้นสบายๆ เพราะไปแบบครอบครัว ไม่เน้นว่าต้องถูกมาก เอาให้พ่อแม่สบายด้วย ถือว่าไปเที่ยวสิงคโปร์แบบราคาเอื้อมถึงละกัน เพราะไม่ถูกและไม่แพงเกินไป เราไปดูกันดีกว่าว่า ทริปสิงคโปร์ 4 คืน 3 วัน ได้ไปเที่ยวไหนกันบ้าง มาเริ่มกันเลยยย เที่ยวสิงคโปร์ 4 คืน 3 คืนกับ Tourkrub เที่ยวสิงคโปร์แบบครอบครัว 4 คืน 3 วัน : วันที่ 1 วันแรกเราเริ่มทริปนั่งเครื่องไปลงสนามบินสิงคโปร์ เนื่องจากทริปนี้รถเข็นหลานวัย 4 ขวบและพ่อกับแม่ด้วย การเดินทางอาจจะลำบากนิดนึง ถ้าต้องไปรถประจำทาง เราตัดสินใจเรียก Taxi (รถ Alphard 6 ที่นั่ง 48$) เข้าเมืองไปยังโรงแรมที่ถนน Bencoolen st. คนขับบอกว่าโรงแรมที่อยู่ location ดีมากกกกกก (ส่วนตัวไม่เคยพักที่นี่ แต่พอถึงแล้วชอบมากเพราะใกล้สถานที่เที่ยวหลายๆที่เลย) เราไปถึงกันช่วงเย็นแล้ว พอไปถึงโรงแรมเลยพักผ่อนกันเล็กน้อยก่อนเดินเล่นชมเมืองกัน แวะทานข้าวเย็นที่ Food Republic และสตาบัคส์ หัวมุมถนน Bencoolen ใกล้ที่พัก เน้นสะดวกแต่ที่จริงแล้วแถวนี้ยังร้านอาหารสิงคโปร์ยอดนิยมอยู่เยอะแยะเลย และอาหารที่สิงคโปร์สำหรับใครที่ไม่เคยมาเที่ยวสิงคโปร์ ขอบอกก่อนสไตล์ของอาหารที่นี่จะออกแนว ผสมผสานระหว่างเอเชียกับยุโรป รสชาติคนไทยกินได้สบายมาก แต่ถ้าใครกินไม่ได้ ในสิงคโปร์ก็มีร้านอาหารไทยอยู่เยอะค่ะ สามารถหาทานได้ตามสะดวกเลย เดินเล่นมาเรื่อย ผ่าน Singapore Art Museum (ช่วงนี้ Renovate) ผ่าน Chijmes แหล่งร้านอาหารและบาร์ที่เป็นโบสถ์คริสต์ เดินไปแชะภาพกับ Landmark ของสิงคโปร์ที่ Merlion Park ใครมาแล้วไม่ได้ถ่ายรูปกับเมไลออนหรือการ์เด้นบายเดอะเบย์ บอกเลยว่ามาไม่ถึง เรื่องถ่ายรูปบอกเลยคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกจริงๆ ยิ่งเป็นคุณพ่อคุณแม่สายเซลฟี่ละก็แชะภาพกันแบบรัวๆไปเลยจ้า เที่ยวสิงคโปร์แบบครอบครัว 4 คืน 3 วัน : วันที่ 2 เช้าวันที่ 2 ทานอาหารเช้าแบบเจ้าตำรับอาหารเช้าชาวสิงคโปร์ ที่ร้าน Ya Kun Kaya Toast เดินจากโรงแรมไปอีกยังถนน Middle st. จากโรงแรม 5 นาที สมเป็นร้านเจ้าตำรับคนมาต่อแถวทานอาหารแต่เช้า (ร้านนี้แม่ชอบมากกกกก วันที่เหลือมาซื้อทานทุกวัน) ทริปครอบครัวสายทำบุญ เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน ครั้งนี้ก็ไม่พลาดค่ะ เอาฤกษ์เอาชัยไหว้แม่กวนอิมที่วัดศักดิ์สิทธิ์ Kwan Im Thong Hood Cho (เดินจากร้าน Ya Kun Kaya Toast 5 นาที) พอทำบุญกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็ต่อด้วยการเดินทางไป MRT Chinatown เพื่อซื้อบัตรเข้า S.E.A aquarium สำหรับไปเที่ยววันนี้และบัตรเข้า Garden by the bay ล่วงหน้าสำหรับวันพรุ่งนี้ค่ะ ได้มา Mrt Chinatown ทั้งทีเราเลยได้โอกาสแวะไปทานข้าวมันไก่ชื่อดังที่ร้าน Tian Tian Chicken Rice กินคาวเสร็จต้องต่อด้วยของหวาน เลยไปทานลอดช่องสิงคโปร์กันต่อ (เวลาสั่งลอดช่องเรียกว่า Chandol) ที่ Maxwell Food Center พอทานอาหารอิ่มหนำสำราญกันแล้วก็พาคุณพ่อคุณแม่ไปแวะวัดพระธาตุเขี้ยวแก้วทำบุญอีกครั้ง วันนี้ถือว่าอิ่มท้องแล้วยังอิ่มใจกันด้วย พอช่วงบ่ายวันนี้เราจะใช้รถไฟฟ้าเป็นหลัก มีคนแอบบ่นหน่อยๆเพราะเดินเยอะ แต่ไม่เป็นไรถือว่าได้ออกกำลังกายกัน อิอิ เดินไปเที่ยวไป ไปเกาะเซนโตซ่ากันด้วย Mrt ลงสถานี Harbourfront เข้าห้าง Vivo City เดินไปเกาะทาง Sentosa Boardwalk วิวสวยมาก เมื่อถึงเกาะก็แวะเติมพลังกันที่ McDonald ก่อนเข้าไปชม S.E.A Aquarium เป็นอันจบทริปเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน วันที่ 2 แล้วววว เที่ยวสิงคโปร์แบบครอบครัว 4 คืน 3 วัน : วันที่ 3 วันที่ 3 ตื่นกันแบบสบายๆ เพราะว่าเมื่อวานเดินค่อนข้างเยอะ แพลนทั้งวันคือการไป Garden by the bay ช่วงนี้มีเทศกาลทุ่งทิวลิปใน Flower Dome วันนี้เราจะเข้าทั้ง 2 Dome เลย ภายในทั้งสอง Dome สวยมากๆ ทั้ง Flower Dome และ Cloud Forestใช้เวลาที่นี่ทั้งวันไม่เบื่อแน่นอน มีอะไรให้ชมเยอะ และบริเวณใกล้เคียงมี Children's Garden เป็นสวนน้ำสำหรับเด็กๆ ได้เข้าฟรี หลานเลยเล่นน้ำได้สบายใจเลย ช่วงเย็นเราก็เดินดูสวน Garden by the bay และ Super tree หามุมถ่ายรูปครอบครัวสวยๆ ช่วงเย็นเราอยากกินอาหารนานาชาติกัน จึงเลือก Lau Pa Sak Food Center เป็นจุดหมายของอาหารเย็นนี้ พรุ่งนี้กลับบ้านแล้วจ้า เที่ยวสิงคโปร์แบบครอบครัว 4 คืน 3 วัน : Day 4 ทริปสิงคโปร์วันสุดท้ายยย ถือว่า 4 วัน 3 คืน กำลังโอเคกับสถานที่เที่ยว วันลางานและงบที่เราได้เตรียมไว้ จุดหมายสุดท้ายที่เราจะไปกันก่อนบินกลับอยู่ใกล้ๆ สถานบินเลย Jewel Terminal Changi Airport ใกล้ Terminal 1 ถ่ายรูปออกมาสวยงามมากๆ ไม่น่าเชื่อว่าคือสนามบิน (เห็นเค้าบอกว่าที่นี่คือสนามบินที่สวยที่สุดในเอเชียเลยนะ) ทริปนี้เป็นทริปที่ทั้งครอบครัวรู้สึกถึงการพักผ่อน และได้ใช้เวลาร่วมกันมากๆ เป็นทริปที่ถ่ายรูปสวย กินง่าย นอนสบาย จบทริปแล้วลาไปก่อน แล้วเราจะเจอกันทริปครอบครัวครั้งหน้าค่ะ สรุปค่าใช้จ่ายทริปเที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน 1.ค่าตั๋วเครื่องไปบินกลับ กทม.-สิงคโปร์ 5 คน พร้อมน้ำหนักกระเป๋า 40 กก. 35,000 บาท (บินช่วงบ่าย) 2. ค่าที่พักห้องขนาดครอบครัว 3 คืน 21,320 บาท 3. ค่าเดินทาง ค่า Taxi 6 ที่นั่ง Airport-Hotel/ Hotel- Airport 98$SG (2,275 บาท) ค่าเดินทางด้วย MRT วันที่ 2 Mrt Bencoolen-Chinatown-Harbourfront 17$SG (394 บาท) ค่าเดินทาง ด้วย Grab ทั้ง 3 วัน (รถ 6 ที่นั่ง) 4 เที่ยว 65$SG (1,509 บาn) 4. ค่าอาหาร4 วัน 3 คืนสำหรับ 5 คน Food Republic 45$ อาหารและเครื่องดื่ม ค่าอาหารตกคนละ 6-10$ เครื่องดื่ม Sugar Crane 2.5$ Tian Tian Taiwanese ไก่จานใหญ่และข้าวตกอยู่ที่ 49$ Lau Pa Sat Food Center อาหารซีฟู้ด ซาเตย์ เครื่องดื่ม 88$ Ya Ku Kaya Toast 11$ ชุดอาหารเช้า ประมาณ 2 ชุด+ ชา กาแฟ รวมค่าอาหารประมาณ 203$sg (4,703 บาท) 5. บัตรเข้าสถานที่ท่องเที่ยว ค่าเข้า S.E.A Aquarium (ผู้ใหญ่ 3-72$) เด็ก 1(16$) ผู้สูงอายุ 1 (16$) ค่าเข้า Garden by the bay (2 Dome) ผู้ใหญ่ 4 (72$) เด็ก 1 (12$) รวมทั้งหมด 188$SG (4,364บาท) ทริปนี้ค่าใช้จ่ายโดยประมาณรวมค่าที่พัก+เดินทาง+ค่ากินตามร้าน+บัตรเข้าสถานที่ ไม่รวมช้อปปิ้งของฝาก อยู่ที่ 69,565 บาท รวม 5 คนนะ บอกเลยว่าไม่แพงเลย ราคานี้กับความสุขและการพักผ่อนของคนในครอบครัวถือว่าคุ้มมากๆ และประทับใจมากๆ ค่ะ ทัวร์สิงคโปร์ ราคาสุดคุ้ม กับ Tourkrub ปัญหาที่เจอในทริป ไม่ค่อยมีเนื่องจากทำการบ้านเรื่องการกินและเที่ยวไปพอสมควร แต่จะมีปัญาหาคือ ถ้าเที่ยวแบบสบายๆ เดินทางเองไม่ใช้บริการ Taxi จะเดินเท้าค่อนข้างไกลพอสมควร จะมีอาการเมื่อยล้าบ้าง สถานที่ท่องเที่ยวในสิงคโปร์มีหลายย่าน ไปครั้งเดียวไม่สามารถเก็บได้หมดถ้าไปแบบครอบครัว เพราะจะต้องเผื่อเวลาในการพักระหว่างทางด้วย ดังนั้นแนะนำคนที่เดินทางแบบครอบครัวไม่ควรจัดตารางแน่น 1 วัน ควรมี 2-3 ที่พอและเดินทางใกล้ๆ กัน และหาที่พักที่เดินทางง่ายสะดวก ไปสถานที่ต่างๆได้รวดเร็วจะช่วยประหยัดเวลาการเดินทางได้ดีค่ะ สำหรับที่ไม่มีเวลาวางแผนเที่ยว แนะนำว่าให้ซื้อ ทัวร์สิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน ไปเที่ยวจะสะดวกและประหยัดงบมากกว่า พร้อมทั้งความสะดวกสบายในการเดินทาง แถมมีไกด์คอยดูแลคุณพ่อคุณแม่อีกด้วย รีวิวทริปเที่ยวสิงคโปร์แบบส่วนตัว ทริปครอบครัว 4 วัน 3คืน ทริปพักผ่อน นอนหลับกินดี แฮปปี้ทุกวัย ลากันรอบนี้ เจอกันใหม่ทริปหน้านะคะ
สุดว้าว !! เส้นทางใหม่ เที่ยวเซนได ชมใบไม้เปลี่ยนสี
พาเที่ยว
ญี่ปุ่น
สุดว้าว !! เส้นทางใหม่ เที่ยวเซนได ชมใบไม้เปลี่ยนสี
อีกหนึ่งเมืองที่วันนี้ทัวร์ครับจะมาแนะนำกันก็คือ เมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น เซนได เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ 1 ใน 7 ของประเทศญี่ปุ่น อยู่ในจังหวัดมิยางิตั้งอยู่ในหมู่เกาะฮอนชูหรือแถบโทโฮคุ ยังมีอีกหลายคนที่ไม่รู้ว่าเมืองนี้ก็น่าเที่ยวไม่ต่างจากเมืองหลวงของญี่ปุ่น จะมีอะไรน่าสนใจบ้างนั้นตามมาดูกันเลย ! พิกัด: Sendai, Japan ความเป็นมาควรรู้ก่อนเที่ยวเซนได เมืองเซนไดมาโด่งดังในช่วงปี 2011 ที่เกิดสึนามิพัดถล่มที่เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งหลังเหตุการณ์ครั้งนั้นทางประเทศญี่ปุ่นได้ประชาสัมพันธ์เมืองเซนไดและชักชวนให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่เซนได ทำให้เมืองเซนไดเป็นที่รู้จักของต่างชาติและนักท่องเที่ยว แน่นอนว่าเมืองเซนไดก็โด่งดังเรื่องใบไม้สีแดงหรือฤดูเปลี่ยนสีของใบไม้ไม่ต่างจากเมืองอื่นๆ แนะนำช่วงเวลาที่ควรมาคือเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน (ช่วงฤดูใบไม้แดง) เที่ยวเซนได วันที่ 1 วันแรกที่ได้มาเที่ยวเซนได อากาศที่นี่ค่อนข้างเย็นสบาย แนะนำให้มาเดินชม ถนนโจเซนจิ โดริ (Jozenji Dori) ย่านเมืองเก่าของเมืองเซนได เมืองที่ได้รับขนานนามว่าเป็น เมืองแห่งต้นไม้ ที่นี่เราจะได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด เพราะตลอดแนวของถนนสายนี้เต็มไปด้วยความร่มรื่นของต้นเซลโคว่มีใบไม้ที่เปลี่ยนสีสลับไปมา อีกทั้งบริเวณเกาะกลางถนนยังมีทางเดินเท้าให้ได้เดินชมบรรยากาศโดยรอบพร้อมชมงานปฏิมากรรมรูปปั้นของจิตรกรผู้มีชื่อเสียง จากนั้นพาไปเที่ยวเซนไดต่อในย่านอิจิบังโจ (Ichibancho) เป็นย่านที่สายช้อปปิ้งไม่ควรพลาดเพราะเป็นย่านช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคนี้ นอกจากนั้นถนนอิจิบังโจยังเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่อยู่ติดๆ กับสถานีรถไฟเซนได เดินทางสะดวก ขึ้นจากรถไฟก็จะละลานตาไปด้วยถนนหลายเส้นที่มีร้านค้าต่างๆมากมาย รวมไปถึงห้างสรรพสินค้า อีกทั้งยังมีร้านอาหารมากมายให้เลือกฝากท้องกันอีกด้วย เราเดินทางจากเมืองเซนไดไปยังสถานี Naruko Onsen ด้วยรถไฟขบวนพิเศษที่เปิดเฉพาะช่วงเทศกาลฤดูใบไม้เปลี่ยนสีมีชื่อว่า Resort Minori มี 2 แบบให้เลือก แบบที่พิเศษกับแบบธรรมดา ซึ่งตลอดเส้นทางของรถไฟจะล้อมรอบด้วยบรรยากาศหุบเขาและธรรมชาติสามารถชมวิวทิวทัศน์ได้ตลอดเส้นทาง เมื่อเดินทางมาถึงสถานี Naruko Onsen ต้องต่อรถบัสเพื่อเดินทางต่อไปยัง Naruko Gorge สัมผัสแรกที่ก้าวลงจากรถบัสก็เห็นภาพอันสวยงามของธรรมชาติที่เต็มไปด้วยต้นไม้สีเหลืองสลับแดงเห็นแค่ข้างนอกยังสวยขนาดนี้แล้วข้างในจะสวยขนาดไหน ช่วงที่มาอากาศจะเย็นแต่ไม่หนาวมากอยู่ในช่วง 12-15 องศา กำลังดีพอแต่งตัวได้ แต่ถ้าเป็นช่วงที่มีลมกับเมฆมากจะอยู่ในช่วง 6-8 องศา แน่นอนว่าบรรยากาศเกินบรรยาย ที่นี่เราจะได้เห็นความสวยงามได้แบบเต็มอรรถรสเพราะเป็นช่วงที่พีคที่สุดในการชมใบไม้เปลี่ยนสีหรือไม้ใบสีแดง และยังมีถาพจุดไฮไลท์เที่ยวเซนไดอย่างภาพรถไฟเคลื่อนออกจากอุโมงค์ผ่านธรรมชาติอันสายงามจากนั้นเดินทางกลับไปตัวเมืองเซนไดเพื่อพักโรงแรมย่านอิจิบังโจ บริเวณนี้มีที่พักให้เลือกมากมาย เราเลือกที่จะพักย่านี้เพราะมันติดสถานีรถไฟเซนไดและที่สำคัญย่านนี้ของกินเยอะมาก เหมาะสุดๆ กับสายกินดึก เที่ยวเซนได วันที่ 2 วันที่ 2 บอกตรงๆ ว่านี่เป็นครั้งแรกที่เรามาเมืองนี้เลยยังไม่ค่อยคุ้นชินกับเส้นทางมากนัก เลยต้องอาศัยถาม Tourist Information อีกครั้งเกี่ยวกับการเดินทางไปวัดยามาเดระ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็น่ารักให้เราเดินทางจากสถานี Yamagata มาที่สถานี Yamadera แล้วจากนั้นมองป้ายบอกทางเดินตามป้ายก็จะเจอวัด ข้อมูลของวัดยามาเดระ" (Yama-dera Temple) ซึ่งเป็นวัดที่มีประวัติยาวนานกว่าพันปี ตัววิหารงดงาม เต็มไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์โอบล้อมด้วยบรรยากาศแห่งขุนเขา เพื่อนๆ จะได้สัมผัสทั้งความเงียบสงบของวัดอันเก่าแก่และทัศนียภาพที่งดงามแห่งธรรมชาติ ไม่แปลกใจที่หลายคนจัดให้วัดนี้เป็นวัดชื่อดังแห่งเมืองยามากาตะแห่งนี้ ขึ้นชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่ามาเยี่ยมชมมากที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคโทโฮกุ เมื่อมาถึงทางเข้าวัดจะพบป้ายหินขนาดใหญ่ เดินขึ้นบันไดไปจะพบกับคอนปอนชูโด (Konpon-Chudo) ซึ่งเป็นวิหารหลักของวัดยามาเดระแห่งนี้ เมื่อมาถึงก็จุดธูปไหว้พระ เตรียมตัวเตรียมใจเดินขึ้นบันไดที่สูงชัน แต่มาถึงที่ทั้งทีจะถอดใจก็เหมือนมาไม่ถึง เส้นทางทางขึ้นของวัดยามาเดระจะมึวิหารมากมาย ซึ่งมีความสวยงามอย่างมากและมีความหมายทางประวัติศาสตร์แตกต่างกันไป ใครที่ชอบเสพวัฒนธรรมน่าจะชื่นชอบที่นี่เป็นพิเศษ ไฮไลท์เด็ดของการมาทริปเที่ยวเซนไดนี้ของเราจะพลาดไม่ได้เลยนั่นก็คือการชมใบไม้เปลี่ยนสีระหว่างเส้นทาง เพราะระหว่างสองข้างทางมีต้นไม้และภูเขาที่มีใบไม้สีแดงมากมาย ทำให้ตลอดการเดินของเรามีแต่ความเพลิดเพลินเพราะได้ชมความสวยงามที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นมา จากนั้นเมื่อเราเดินทางมาถึงบริเวณวิหารโอคุโนอิน (Okunoin) บริเวณนี้จะเป็นจุดหมายปลายทางของการเยี่ยมชมวัดยามาเดระก็คือ โกไดโด Godaido Hall) ตัววิหารที่อยู่จุดสูงสุด ที่นี่เราจะได้พบกับทัศนียภาพที่สวยงามของภูเขา ตัวเมือง และบริเวณรอบๆวัดยามาเดระช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะปากคลุมไปด้วยใบไม้สีแดงสลับส้มแต่เป็นช่วงฤดูหนาวบริเวณนี้จะปกคลุมด้วยหิมะสีขาว ควรค่าแก่การถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกมากๆ เที่ยวเซนได วันที่ 3 เนื่องจากยังพอมีเวลาเหลือที่จะเที่ยวเลยตกลงกับเพื่อนว่าจะไป Matsushima ต่อ ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวติด 1 ใน 3 ของประเทศญี่ปุ่น แน่นอนว่ามันต้องมีความสวยงามสมคำเคลมเขาล่ะ บริเวณโดยรอบจะมีเกาะเล็กๆ จำนวนมาก นอกจากนั้นสถานที่แห่งนี้ยังมีบริการล่องเรือชมความงดงามของอ่าวอีกด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่เที่ยวเซนไดที่ไม่ควรพลาด เสียดายที่เรามาทริปแค่ 3 วัน 2 คืนไม่อย่างงั้นอาจจะได้เที่ยวเสพบรรยากาศกันต่อยาวๆ แต่ก็ถือว่าเป็นทริปที่ประทับใจ และแน่นอนว่าเราได้บอกกับเพื่อนแล้วว่า..เราจะกลับมาเที่ยวเซนได ประเทศญี่ปุ่น อีกครั้งในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีครั้งหน้าอย่างแน่นอน จองทัวร์เซนได เที่ยวญี่ปุ่นเซนได กับ ทัวร์ครับ
รีวิว “Gala Yuzawa” เที่ยวญี่ปุ่นสกีรีสอร์ท เจอหิมะกันแบบยาวๆ
พาเที่ยว
ญี่ปุ่น
รีวิว “Gala Yuzawa” เที่ยวญี่ปุ่นสกีรีสอร์ท เจอหิมะกันแบบยาวๆ
และที่ๆ เราบอกก็คือ “กาล่า ยูซาว่า” สกีรีสอร์ทสุดฮิตที่คนนิยมไปในญี่ปุ่นเพราะอยู่ใกล้โตเกียวสุดๆ นั่งรถไฟชินคันเซ็นแค่ต่อเดียวก็ถึงที่หมาย แถมยังสามารถไปเช้า - เย็นกลับก็ได้ด้วยนะเออ นอกจากนี้ยังสามารถเที่ยวชมหิมะได้ยาวๆ เริ่มที่เดือนธันวาคมไปจนถึงปลายเดือนพฤษภาคมกันเลยทีเดียวครับเอ้า! อย่ารอช้านะแบบนี้ เที่ยวญี่ปุ่น สกีรีสอร์ท กับ Tourkrub พิกัด:GALA Yuzawa วิธีเดินทางเที่ยวญี่ปุ่น สกีรีสอร์ท ที่ “กาล่า ยูซาว่า” ง่ายมาก! ถ้าคุณใช้รถไฟฟ้าของญี่ปุ่นเป็น เรื่องนี้คือเรื่องหมูๆ อู๊ดๆ เลยจ้า เพราะจากสถานี Tokyo เราสามารถนั่ง Joetsu Shinkansen ไปลงที่สถานี กาล่า ยูซาว่า แบบวิ่งตรงไม่เปลี่ยนขบวนได้เลย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 90 นาทีเท่านั้น นั่งชมวิวข้างทางเพลินๆ แป๊บเดียวก็ถึงแล้ว สนนราคาอยู่ที่ คนละ 14,180 เยน (ไป - กลับ) แถมเป็นตั๋วแบบระบุที่นั่งอีกด้วยนะ สบายฝุดๆ เตรียมตัวไปสนุกที่ “กาล่า ยูซาว่า” แน่นอนว่าด้วยสภาพอากาศที่ไม่ปกติ เพราะค่อนข้างหนาวเย็นและมีหิมะปกคลุม ทำให้เราควรที่จะเตรียมตัวเป็นพิเศษครับ เพื่อจะได้เที่ยวกันแบบฟินๆ นั่นเอง เสื้อผ้า สิ่งแรกที่ควรเตรียมเลยก็คือ เสื้อผ้า ขอบอกเลยว่า เหลือดีกว่าขาด คำนี้ใช้ได้จริงๆ นะครับเพราะถ้าหากใส่หลายชั้น แล้วร้อนเกินไปก็แค่ถอดออก แต่ถ้าใส่น้อยเกินไปจนทนความหนาวไม่ไหวจะหมดสนุกเอาแน่ๆ โดยวิธีจำง่ายๆ ของเราเลยก็คือ ถ้าอุณหภูมิตั้งแต่ 9 องศาลงมา ใส่ 3 ชั้น คือเสื้อด้านใน - ฮีทเทค - และปิดท้ายด้วยเสื้อขนเป็ด บวกออฟชั่นเสริมด้วยผ้าพันคอและถุงมือ ส่วนอุณหภูมิตั้งแต่ 10 - 15 องศา ใส่แค่ 2 ชั้น คือฮีทเทค และเสื้อขนเป็ด บวกออฟชั่นเสริมเช่นกัน แค่นี้ก็เพียงพอ ทั้งนี้ การเลือกเสื้อผ้าอยู่ที่แต่ละคนด้วยนะ บางคนทนความหนาวได้ไม่เท่ากัน แต่จากที่เราบอกไปก็ใส่กันประมาณนี้แหละ ยังไงถ้าเป็นคนขี้หนาวมากๆ ควรเตรียมไปเผื่อนะครับ อุปกรณ์ หายห่วงไปเลย เพราะเที่ยวญี่ปุ่นสกีรีสอร์ท ที่“กาล่า ยูซาว่า” นั้นมีอุปกรณ์ให้เช่า พวกรองเท้าบูท หรือถุงมือหนาๆ รวมถึงพวกอุปกรณ์เล่นสกีต่างๆ มีครบเลยล่ะครับ เพราะฉะนั้นเรียกได้ว่า ไปแต่ตัวทัวร์ยกแก๊งกันไปเลย ขั้นตอน ในการเช่าอุปกรณ์จะมีให้เลือก 3 เซ็ตด้วยกันครับ ซึ่งแต่ละเซ็ตก็สามารถใช้ JR Tokyo Wide Pass เป็นส่วนลดได้ด้วยนะครับ ซึ่งถ้าหากใครเน้นเล่นแบบไหนก็สามารถเลือกได้ตามสะดวกเลย จะเน้นเล่นหิมะ, เน้นเล่นสกี หรือจะเลือกแบบฟูลออฟชั่น (เล่นหิมะ, เล่นสกี และแช่ออนเซ็นสปา) ไปเลยก็ได้ครับ วิธีการเช่าอุปกรณ์ก็คือ ติดต่อที่ Information แจ้งความจำนงกับพนักงานได้เลยว่าเราต้องการเซ็ตไหน จำนวนกี่ใบ แล้วเราก็จะได้ตั๋วมาครับ จากนั้นก็ไปลงทะเบียนเพื่อเช่าอุปกรณ์ มีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือเรื่องของไซส์รองเท้า หรือวิธีการใส่อยู่ และจะให้บัตรเรามา บัตรนี้บอกเลยว่าเก็บไว้ให้ดีนะครับ เพราะจะต้องใช้คืนอุปกรณ์ทั้งหมดในตอนกลับครับ เมื่อได้อุปกรณ์ครบแล้ว เราก็นำของที่เราพกมาไปฝากไว้ในล็อกเกอร์ โดยคิดค่าล็อกเกอร์จากการเปิด ครั้งละ 100 เยน เพราะฉะนั้นจะเอาอะไรไว้ จะเอาอะไรเก็บ ต้องคิดดีๆ นะครับ เมื่อเก็บของเสร็จแล้ว เราก็ไปขึ้นกอนโดล่า (กระเช้า) เพื่อขึ้นไปยังลานสกีด้านบนได้เลยครับ บอกเลยว่าใครเตรียมกล้องมา เปิดรอให้พร้อม เพราะในระหว่างที่กระเช้าเลื่อนออกจากสถานีขึ้นไปด้านบน จะเห็นวิวภูเขาที่เต็มไปด้วยหิมะ สวยมากกกก ใครอยากได้ภาพสวยๆ ลั่นชัตเตอร์รัวๆ ได้เลยครับ เมื่อถึงด้านบนแล้ว ก็ได้เวลา Enjoy กับกิจกรรมและหิมะที่อยู่ตรงหน้า จะเล่นนานแค่ไหนก็ได้ จะอยู่ทั้งวันเลยก็ได้ เอาให้หนำใจเลย เพราะที่นี่เปิดตั้งแต่เช้า จนถึงประมาณ 6 โมงเย็นเลยทีเดียว หนีอากาศร้อนๆ มา ได้มาเจออากาศหนาวๆ ฟินๆ พร้อมกับปุยหิมะสีขาวมันเป็นการชาร์จแบตของร่างกายได้ดีจริงๆ นะครับ ใครที่กำลังมองหาที่เที่ยวในช่วงสงกรานต์ อยากให้ลองมาที่ “กาล่า ยูซาว่า” กันดูครับ เริ่มตั้งแต่วันที่: ปลายธันวาคม - ต้นเดือนพฤษภาคม เวลาเปิดปิด ช่วงฤดูหนาว 08:00 - 17:00 ช่วงฤดูใบไม้พลิ 08:00 - 16:00 *วันธรรมดา / 08:00 - 16:30 *วันหยุดและวันหยุดนักขัตฤกษ์
ปักหมุด 10 ที่เที่ยวใบไม้เปลี่ยนสีที่จีน ปี 2019 ต้องเก็บให้ครบ!
พาเที่ยว
จีน
ปักหมุด 10 ที่เที่ยวใบไม้เปลี่ยนสีที่จีน ปี 2019 ต้องเก็บให้ครบ!
ช่วงนี้จีนเป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวที่มาแรงมาก เพราะเป็นช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ที่จีนก็มีสถานที่ให้ชมใบไม้เปลี่ยนสีหลายจุด ทัวร์ครับ (Tourkrub)เลยรวบรวมมาให้ 10 ที่เที่ยวจีน ไปแล้วได้ชมใบไม้เปลี่ยนสีสวยๆ แน่นอน เชื่อใจเราได้ว่า 10 ที่เที่ยวต่อไปนี้เด็ดๆ โดนๆ ทั้งนั้น เอาล่ะถึงเวลาสมควรไปชมความงามของใบไม้เปลี่ยนสีที่จีนกันแล้ว จองทัวร์จีน กับ ทัวร์ครับ(Tourkrub) แล้วตามไปดูกันเลย! 10 ที่เที่ยวจีน ชมใบไม้เปลี่ยนสี 1. อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย ‘ขุนเขาอวตาร’ หรือ อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ยเป็นอุทยานที่ดีที่สุดในประเทศจีน แน่นอนว่าอุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ยขึ้นชื่ออยู่แล้วว่าวิวหลักล้าน สวยงามเหมือนในหนังดังของจีนมีทั้งขาหินทรายที่สูงตระหง่านเสียดฟ้าท่ามกลางทะลหมอก สัตว์ป่าธรรมชาติ และแม่น้ำที่เงียบสงบ ถ้าพูดว่าบรรยากาศเหมือนหลุดไปอยู่ในดินแดนเทพเจ้าเลยก็คงจะไม่เกินไป ช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีในอุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ยมีความสวยงามอย่างมากเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวทั้งหลายต้องไม่พลาดเมื่อมาเยือนประเทศจีนเพื่อมาชมการเปลี่ยนสีของใบไม้ ช่วงเวลาที่เหมาะสมจะอยู่ในช่วงต้นเดือนตุลาคม – กลางพฤศจิกายน 2. เขาเทียนเหมินซาน ( Tianmen Mountain) เขาเทียนเหมินซานอยู่ในเมืองจางเจียเจี้ย ใจกลางมณฑลหูหนาน (Hunan Province) ของจีนนับว่าจัดเป็นหนึ่งในภูเขาที่สวยที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ ขึ้นชื่อว่าสวยระดับโลกก็ต้องมีอะไรที่แตกต่างจากที่อื่นแน่นอน เขาเทียนเหมินซานขึ้นชื่อว่ามีวิวระดับเทพกันเลยทีเดียว การเดินทางมีทั้งกระเช้าและรถบัสให้เลือกใช้ และไม่ต้องห่วงเรื่องที่พักเพราะมีบริการที่พักเชิงเขา เขาเทียนเหมินซานเหมาะแก่การมาท่องเที่ยวทุกฤดูกาล ช่วงฤดูเปลี่ยนสีอยู่ในช่วงปลายเดือนตุลาคม – กลางพฤศจิกายน 3. อุทยานจิ่วไจ้โกว (Jiuzhaigou Natural Reserve) อุทยานจิ่วไจ้โกวอยู่ห่างจากเมืองเฉิงตูประมาณ 450 กิโลเมตร นับว่าเป็นอุทยานอันดับต้นๆของโลกเลยก็ว่าได้ แน่นอนขึ้นชื่อว่าระดับโลกต้องไม่ธรรมดาแน่นอน เพราะที่นี่มีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์อย่างมากมีทั้งต้นไม้และสัตว์ป่าหลากหลายชนิดเรียกได้ว่าเป็นสวรรค์เลยก็ว่าได้และยังมีทะเลสาบสีฟ้าใสราวกับดินแดนในเทพนิยาย ซึ่งล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ และบริเวณโดยรอบจะเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีนับว่าเป็นจุดเด่นเลยก็ว่าได้ เมื่อสีสันต่างๆ ของใบไม้สะท้อนลงไปยังทะเลสาบ จึงเกิดเป็นภาพที่สวยงามอลังการจนแทบอยากจะหยุดหายใจเลยทีเดียว ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีจะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคม 4. อุทยานหย่าติง (Yading Nature Reserve) อุทยานหย่าติงตั้งอยู่เต้าเฉิงใกล้กับทิเบต แน่นอนขึ้นชื่อว่าใกล้กับทิเบตธรรมชาติต้องมีความสวยงามอย่างมาก ที่นี่มีภูเขาเป็นฉากหลังแบบอลังกาลแล้วยิ่งเป็นช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีแล้วนั้นยิ่งทำให้อุทยานหย่าติงมีเสน่ห์มากขึ้นเพราะมีฉากหลังเป็นภูเขาหิมะผสมกับใบไม้สีเหลืองส้มตัดกันเป็นวิวที่สวยงามมากจริงๆ อีกทั้งยังมีทะเลสีฟ้าใสที่ช่างภาพทุกคนต่างพากันพูดเป็นคำเดียวว่า สวรรค์ ไม่ว่าจะหันกล้องไปทางไหนก็มีแต่มุมสวยๆ ทั้งนั้นเชื่อว่าคนที่ได้ไปเห็นแล้วต้องอยากกลับมาที่นี่อีก ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีจะอยู่ในช่วงเดือนปลายเดือนกันยายน – กลางเดือนพฤศจิกายน 5.อุทยานคานาสือ (Kanas National Nature Reserve) อุทยานคานาสือตั้งอยู่ไม่ไกลจากมองโกเลีย แน่นอนว่ามองโกเลียมีฤดูหนาวที่ยาวนานทำให้อุทยานคานาสือเปิดให้บริการแค่ช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเท่านั้น ธรรมชาติโดยรอบจะเป็นทุ่งหญ้า พื้นป่า ภูเขาหิมะ และแม่น้ำ ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะทำให้ใบไม้กลายเป็นสีเหลืองสลับส้ม คานาสือจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าแค่เดือนพฤษภาคม – เดือนตุลาคมเท่านั้นส่วนช่วงที่เกิดใบไม้เปลี่ยนสีจะเกิดในช่วงเดือนกันยายน 6. หุบเขาเซียงซาน (Xiangshan) เมื่อมาปักกิ่งเพื่อชมใบไม้เปลี่ยนสีคงไม่พ้นหุบเขาเซียงซานเพราะหุบเขาเซียงซานมีชื่อเสียงอย่างมากในย่านปักกิ่ง ทุกปีจะมีเทศกาลประจำปี มีการชมใบไม้เปลี่ยนสี ใบไม้ทยอยเปลี่ยนสีสลับกันเป็นอะไรที่น่าอัศจรรย์เหมือนภาพวาดหลุดออกมากันเลยทีเดียว เป็นที่ชื่นชอบของทุกคนทำให้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทุกๆ ปี ช่วงเวลาที่ควรไปเที่ยวใบไม้เปลี่ยนสีจะเป็นช่วงเดือนตุลาคม 7. ช่องแคบซานเสียแห่งลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง (The Yangtze Three Gorges) ช่องแคบซานเสียแห่งลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นับได้ว่ามาแล้วเกือบหยุดหายใจเพราะความสวยงาม ที่นี่มีชื่อเสียงเป็นอันดับหนึ่งในสิบของประเทศเลยก็ได้ มีความยาวถึง 310 กิโลเมตร สามารถแบ่งได้เป็น 3 ช่องแคบช่องแคบชวีถัง (Qutang Gorge) ช่องแคบอู (Wu Gorge) ช่องแคบซีหลิง (Xiling Gorge) โดยเริ่มที่เมืองไป๋ตี้ (Baidi Cheng) ของมหานครฉงชิ่งทางตะวันตกของจีนไปจบที่หนานจินพาส (Nanjin Pass) ที่เมืองอี๋ชาง มณฑลหูเป่ยทางตะวันออกของจีน แน่นอนว่ามีแม่น้ำก็ต้องมีบริการล่องเรือชมวิวธรรมชาติช่องแคบทั้ง 3 สามารถมองเห็นภูเขาสูงตลอดเส้นทางการล่องเรือ ไฮไลท์สำคัญคือสามารถมองเห็นใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสีตลอดเส้นทาง สวยงามจับจิต ช่วงที่เกิดใบไม้เปลี่ยนสีจะเกิดในช่วงเดือนตุลาคมดังนั้นจะเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวเยอะเป็นพิเศษ 8. สวนพฤกษศาสตร์หางโจว (Hangzhou Botanical Garden) สวนพฤกษศาสตร์หางโจวตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของเฉียงเหนือของทะเลสาบตะวันตก (West Lake) ในเมืองหางโจว มีเนื้อที่ 230 เฮกตาร์ มีพืชพรรณเป็นจำนวนมากเพราะเป็นที่ที่ใช้ศึกษาต้นไม้ สวนพฤกษศาสตร์หางโจวถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1965 มีการศึกษาเรื่อยมาทำให้บริเวณนี้เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ อากาศดีมากที่แห่งนี้จะมีความงดงามในทุกช่วงฤดูกาล ช่วงฤดูที่สวยที่สุดจะเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสีทำให้บรรยากาศดูอบอุ่น เหมาะแก่การพักผ่อนอย่างมากแนะนำให้มาช่วงเดือนตุลาคม 9. น้ำตกเต๋อเทียน (Detian Waterfall) น้ำตกเต๋อเทียนเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น้ำตกเต๋อเทียนตั้งอยู่ในเขตปกครองต้าซิน (Daxin County) เมืองฉงจั่ว (Chongzuo City) เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง (Guangxi Zhuang) น้ำตกเต๋อเทียนมีความกว้างถึง 200 เมตร ลึกมากกว่า 60 เมตร และสูง 70 เมตร แน่นอนว่ากระแสไหลของน้ำไหลแรงยิ่งทำให้เกิดความสวยงามตามแบบธรรมชาติ วิวหลักล้านที่เปลี่ยนตามฤดูกาลแต่สวยที่สุดคงหนีไม่พ้นช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเพราะจะเห็นวิวสีแดง ที่ล้อมบริเวณน้ำตกและต้นไม้สีแดงก็จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองเป็นภาพที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายจริงๆ หากมาช่วงฤดูร้อนก็จะเห็นเป็นภาพน้ำตกปริมาณมหาศาลไหลทะลักลงมา ส่วนถ้ามาในฤดูหนาวน้ำตกจะดูใสๆ ไหลแบบช้าๆ สงบ ผ่อนคลาย เบาสบาย ฟินไม่รู้จบจริงๆ อย่างนี้สิที่เขาเรียกว่าผลงานสร้างสรรค์จากธรรมชาติอย่างแท้จริง ช่วงที่เกิดใบไม้เปลี่ยนสีจะเกิดในช่วงเดือนต้นเดือนตุลาคม – ต้นเดือนพฤศจิกายน 10. อุทยานแห่งชาติปาต๋าหลิง (Badaling National Forest Park) อุทยานแห่งชาติปาต๋าหลิงตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงปักกิ่ง แน่นอนว่ามีกำแพงเมืองจีนอยู่ในเขตนี้ด้วย ซึ่งจะอยู่ทางเหนือของภูเขานับมาเมืองจีนแล้วไม่ได้เห็นกำแพงเมืองจีนคงเสียดายหน้าดูในส่วนนี้จะมีความยาว 70 กิโลเมตร นอกจากนี้บริเวณโดยรอบหุบเขามีต้นไม้นานาพรรณแล้วยิ่งเป็นช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีความสวยงามยิ่งเพิ่มทวีคูณ บวกกับวิวกำแพงเมืองจีนและภูเขาสวยจนพูดไม่ออกเลยทีเดียว ช่วงที่เหมาะที่สุดในการชมใบไม้เปลี่ยนสีที่อุทยานแห่งชาติปาต๋าหลิงคือระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ใครอินกับซีรี่ย์จีน ผมแนะนำเลยครับ ไปเที่ยวจีน ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีนี่แหละ ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปหนังจีนเลย เหมือนกำลังเดินชมใบไม้สลับสีสันไปมาท่ามกลางความโรแมนติก ใครที่ชอบความรู้สึกหวานๆ ฉากรักซีรย์จีนโผล่มา อย่าพลาดรีบไปเที่ยว “จีน” ให้ไวเลยครับ จองทัวร์จีน กับ ทัวร์ครับ (Tourkrub)
ไปเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ไหนดี ได้ถ่ายรูปสวย
พาเที่ยว
ญี่ปุ่น
ไปเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ไหนดี ได้ถ่ายรูปสวย
ปัญหาโลกแตกสุดๆ พอๆ กับคิดว่าวันนี้จะกินอะไรดี เคยไหมมีโจทย์ตั้งเป้าว่าอยากไปเที่ยว ดูใบไม้เปลี่ยนสี แต่ไม่รู้จะไปที่ไหนดี วันนี้ ทัวร์ครับ มีคำตอบมาให้แล้ว ขอเน้นไปที่แถบโซนเอเชียยอดฮิตอย่าง ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และเกาหลีที่ไปง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก เดินทางสะดวก เป็นสถานที่ๆ เราเคยไปมาแล้วรู้สึกว่าชอบ ติดใจอยากไปเที่ยวซ้ำ เลยอยากแนะนำให้ตามไปเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสี ใครชอบเที่ยวแบบไหนก็เลือกแพ็คเก็จจองกับ ทัวร์ครับ ได้เลย 10 ที่เที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสี 1. โอลิมปิกพาร์ค, โซล โอลิมปิกพาร์คตั้งอยู่ในกรุงโซลประเทศเกาหลี ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่จัดงานโอลิมปิกเมื่อปี 1988 ครั้งที่เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขัน ดังนั้นโอลิมปิกพาร์คจึงกลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ทุกวันนี้ยังเปิดให้เข้าชมอยู่ แต่นักท่องเที่ยวส่วนมากจะชอบมาโอลิมปิกพาร์คในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเพราะว่ามีความสวยงามและได้ภาพประทับใจกลับไปทุกคน โอลิมปิกพาร์คจะแบ่งเป็นหลายโซนแต่โซนที่มีบริเวณเกิดใบไม้เปลี่ยนสีมากที่สุดคงจะไม่พ้นโซน Mongchon Fortress Walking Paths, 88 Lake ช่วงที่จะเกิดใบไม้เปลี่ยนสีจะอยู่ในช่วงกลางเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิการยน จองแพ็คเก็จทัวร์เกาหลี โซลกับ ทัวร์ครับ 2. เทือกเขาซาโอะ เทือกเขาซาโอะตั้งอยู่ในจังหวัดยามางาตะประเทศญึ่ปุ่น เทือกเขาซาโอะมีชื่อเสียงอย่างมากในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ทอดผ่านจังหวัดมิยางิและยามางาตะ เทือกเขาซาโอะไม่ได้มีดีแค่ฤดูหนาวแต่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีก็ดีงามไม่แพ้กันนะจ๊ะ ทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนต้องกลับมาที่นี่อีกครั้ง แถมยังมีกระเช้าขึ้นไปชมมุมสูงอีกด้วยแน่นอนว่าได้เห็นใบไม้สีเหลืองสลับแดงสวยงามจนแทบหยุดหายใจเลยล่ะ ช่วงที่จะเกิดใบไม้เปลี่ยนสีจะอยู่ในช่วงกลางเดือนตุลาคมถึงปลายเดือนตุลาคม จองแพ็คเก็จทัวร์ญี่ปุ่น กับ ทัวร์ครับ 3. อุทยานคานาส อุทยานคานาสตั้งอยู่ในเขตซินเจียงประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อพูดถึงเมืองนี้ต้องยอมรับว่าธรรมชาติของปเมืองนี้มีความอุดมสมบูรณ์จริงๆ แล้วยิ่งอุทยานคานาสก็เป็นหนึ่งในอุทายานที่ขึ้นชื่อของประเทศซึ่งอุทยานคานาสจะตั้งอยู่ไม่ไกลจากมองโกเลีย แสดงให้เห็นว่ามีความอุดมสมบูณ์อย่างแท้จริงเพราะมีฤดูหนาวยาวนานโดยธรรมชาติโดยรอบจะเป็นทุ่งหญ้า พื้นป่า ภูเขาหิมะและแม่น้ำ ซึ่งอุทยานคานาสจะเปิดให้เข้าชมอุทยานได้ช่วงตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมเท่านั้น ตอนนั้นช่วงที่เราไปกับทัวร์ครับคือเดือนกันยายน ทำให้ได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีสลับแดงเหลือประทับใจจนอดไม่ได้ที่จะกลับมาเขียนรีวิวให้เพื่อนๆ ไปตามกัน จองแพ็คเก็จทัวร์จีน กับ ทัวร์ครับ 4. พระราชวังคยองบกกุง พระราชวังคยองบกกุงตั้งอยู่ในกรุงโซลประเทศเกาหลีใต้ แน่นอนว่าเมื่อมาเกาหลีใต้จะไม่ไปพระราชวังคยองบกกุงก็เหมือนมาไม่ถึงเพราะเป็นพระราชวังหลวงใหญ่ที่สุดในเกาหลี บริเวณรอบวังจะมีสวนของพระราชวังสวยงามมากจนเดินเที่ยวชมเพลินๆ ได้เลยเต็มๆ วัน นับว่าเมื่อมากรุงโซลต้องมาแวะแน่นอนภายในพระราชวังคยองบกกุง จะมีต้นไม้ตลอดสองข้างทางภายด้านในจะมีศาลาหกเหลี่ยมขนาดสองชั้นตั้งอยู่กลางน้ำและสวนด้านหลังพระราชวังนั้นเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวต่างพากันไปดูช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีเพราะจะได้เห็นความสวยงามของสวนที่มีสีเหลืองแดงผสมกันแน่นอนว่าคุ้มค่าเวลาแน่นอน ช่วงที่จะเกิดใบไม้เปลี่ยนสีจะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน จองแพ็คเก็จเกาหลี กับ ทัวร์ครับ 5. อุทยานย่าติง อุทยานย่าติงตั้งอยู่เขตเต้าเฉิง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องจากว่าที่นี่อยู่ใกล้กับทิเบตทำให้ธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์ แล้วยิ่งฤดูใบไม้เปลี่ยนสีจะได้เห็นป่าเป็นสีเหลืองทั้งผืนป่าแต่ไม่ได้มีแค่นั้นนะเพราะที่นี่ยังมีฉากหลังเป็นภูเขาหิมะและมีทะเลสีฟ้าสวยใส แน่นอนว่าอุทยานย่าติงเปรียบเสมือนสวรรค์เลยก็ว่าได้ แต่อุทยานย่าติงอยู่บนเทือกเขาสูงจึงมีออกซิเจนไม่มากดังนั้นนักท่องเที่ยวจะเดินทางไปที่นี่ต้องเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมแต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเพราะทันทีที่ได้เดินขึ้นไปเห็นวิวแล้วจะรู้สึกหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยล่ะ แนะนำช่วงที่จะเกิดใบไม้เปลี่ยนสีอยู่ในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน จองแพ็คเก็จทัวร์จีน กับ ทัวร์ครับ 6. โอวันดา โอวันดาตั้งอยู่ที่อันเงียบสงบในหนานโถ ประเทศไต้หวัน โอวันดามีชื่อเสียงในเรื่องป่าเมเปิ้ลขนาดใหญ่ ซึ่งไฮไลท์ของโอวันดาคือสะพานยาวตัดข้ามผ่านป่าเมเปิ้ลแน่นอนว่ายิ่งเป็นช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีแล้วนั้นต้นเมเปิ้ลจำนวนมากกลายเป็นสีแดงพอจะนึกภาพกันออกแล้วใช่มั้ย ช่วงที่จะเกิดใบไม้เปลี่ยนสีจะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคม (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของปีนั้น) จองแพ็คเก็จทัวร์ไต้หวัน กับ ทัวร์ครับ 7. วัดเออิคันโดะ วัดเออิคันโดะตั้งอยู่ในเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น วัดเออิคันโดะเป็นวัดเก่าแก่พุทธศาสนานิกายโจโดของญี่ปุ่นมีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆของประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ ซึ่งวัดจะตั้งอยู่บนเขาทำให้บรรยากาศจัดได้ว่าสวยงามมาก มีทั้งลำธารเล็กๆ บ่อน้ำ และเจดีย์ Tahoto ที่มีชื่อเสียงยิ่งทำให้วัดนี้เป็นที่ชื่นชอบของเหล่านักท่องเที่ยว สถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีจะอยู่บริเวณสวนโฮโจ เมื่อถึงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่วัดเออิคันโดะจะมีเทศกาลประจำปีอีกด้วยทำให้ได้ความประทับใจกันไปหลายต่อเลยล่ะ ช่วงที่จะเกิดใบไม้เปลี่ยนสีจะอยู่ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน – ปลายเดือนพฤศจิกายน จองแพ็คเก็จทัวร์ไต้หวัน กับ ทัวร์ครับ 8. เกาะนามิ เกาะนามิเป็นเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่ในประเทศเกาหลีใต้ กลางทะเลชองเพียงตั้งอยู่ไม่ไกลจากโซลนับว่าเป็นเกาะที่มีสวนสวยงามอีกที่หนึ่งโดยเฉพาะทิวสนที่ตั้งเรียงรายสวยงามแน่นอนไม่ใช่แค่นิดเดียวแต่เป็นทั่วทั้งเกาะเลยความสวยงามคงไม่ต้องพูดถึงเพราะเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยไปกันมาบ้างแล้วลองจินตนาการถึงทิวสนเปลี่ยนสีดูสิจะสวยงามแค่ แน่นอนว่าสวยจนอย่างกลับไปอีกอีกครั้งเลยล่ะ ช่วงที่จะเกิดใบไม้เปลี่ยนสีจะอยู่ในช่วงกลางเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน การเดินทางอาจจะต้องใช้เรือข้ามฟากเพื่อไม่ให้วุ่นวายเราก็เลยเลือกใช้แพคเกจทัวร์ทำให้การเดินทางมาที่นี่ง่ายและสะดวกสบายมากๆ จองแพ็คเก็จเกาหลี กับ ทัวร์ครับ 9. จิ่วจ้ายโก้ว จิ่วจ้ายโก้ว ตั้งอยู่ในกรุงเสฉวนประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จ้ายโก้วเป็นเสมือนเทพนิยายที่หลุดออกมาจากหนังสือเลยล่ะ เป็นอุทยานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติเมื่อปี 2535 ได้ชื่อว่าสวรรค์บนดิน หลายคนเดินทางมาจิ่วจ้ายโก้วเพื่อมาชมการเปลี่ยนสีของใบไม้ซึ่งเป็นช่วงที่สวยที่สุดเลยก็ว่าได้เพราะภาพใบไม้สีส้มสีเหลืองตัดสะท้อนน้ำในทะเลสาบสีฟ้าที่ใสราวกระจก แค่นี้ก็ทำให้ภาพแล้วสิ ช่วงที่จะเกิดใบไม้เปลี่ยนสีจะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคม จองแพ็คเก็จจีน กับ ทัวร์ครับ 10. ทะเลสาบโทวาดะ ทะเลสาบโทวาดะตั้งอยู่อาโอโมริ ประเทศญี่ปุ่น แน่นอนว่าทะเลสาบโทวาดะรู้จักกันดีในเรื่องของความสวยงามทางธรรมชาติบริเวณโดยรอบมีภูเขาล้อมรอบ แล้วยิ่งในช่วงฤดูเปลี่ยนสีใบไม้แล้วนั้นจะทำภูเขากลายเป็นสีแดงสลับส้ม แค่นั้นก็ฟินแล้วกับธรรมชาติอันสวยงามและยังมีบริการล่องเรือชมวิวอีกด้วย ช่วงที่จะเกิดใบไม้เปลี่ยนสีจะอยู่ในช่วงกลางเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน จองแพ็คเก็จญี่ปุ่น กับ ทัวร์ครับ ใครที่กำลังจะวางแพลนไปเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสี รีบจองทัวร์เที่ยวกับ ทัวร์ครับ ได้เลยตอนนี้ มีแพ็คเก็จสำหรับไปชมใบไม้เปลี่ยนสีให้คุณได้เลือกไปเที่ยวมากมาย คลิกตรงนี้ไปเที่ยวกับทัวร์ครับ ดาวน์โหลด แอปพลิเคชั่น ทัวร์ครับ iOS / Android